เศรษฐกิจโลกในปี 2566 มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นเป็น 2.7% (เดิม 2.4%) แต่นับว่าเติบโตชะลอลงมาจาก 3% ในปีก่อน สำหรับปี 2567 เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวชะลอลงอีกเป็น 2.5% (เดิม 2.3%)
โดยจะต้องเผชิญปัจจัยกดดันหลายด้าน อาทิ ผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางต่างๆ มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น และ สภาพคล่องโลกที่เริ่มตึงตัวขึ้น
อย่างไรก็ดี ตลาดแรงงานทั่วโลกที่มีความยืดหยุ่นสูง การค้าระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มปรับดีขึ้น และห่วงโซ่อุปทานโลกที่เริ่มกลับสู่ภาวะปกติ จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีหน้า
สำหรับมุมมองนโยบายการเงินโลก ประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐ ยุโรป และอังกฤษ จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันไปจนถึงกลางปี 2567 ก่อนปรับลดลงสู่ระดับที่เข้มงวดน้อยลงในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า ทั้งนี้ ระดับดอกเบี้ยนโยบายจะยังอยู่สูงกว่าระดับดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว (Neutral rate) ไปจนถึงปี 2568
SCB EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2566 เป็น 2.6% (เดิม 3.1%) จากข้อมูลเศรษฐกิจไตรมาส 3 ขยายตัวต่ำกว่าคาดมาก การใช้จ่ายภาครัฐหดตัวสูงขึ้นจากการ เบิกจ่ายงบประมาณปี 2566 ต่ำกว่าที่ประเมินไว้ และความล่าช้าของ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2567 รวมถึง นักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาดการณ์
ในปี 2567 ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจลงเช่นกันเป็น 3.0% (เดิม 3.5%) ตามแรงส่งเศรษฐกิจที่แผ่วลง แนวโน้มการบริโภคภาคเอกชนเติบโตต่ำลงจากรายได้ครัวเรือนที่ฟื้นไม่ทั่วถึงและหนี้ครัวเรือนที่ลดลงช้า การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนใช้เวลานานขึ้น รวมถึงการลงทุนภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวต่ำลงจากความล่าช้าของการประกาศใช้ พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2567
ทั้งนี้ ประเมินเศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีทิศทางฟื้นตัวได้อย่างช้าๆ
ในระยะข้างหน้า ยังต้องจับตาสงครามอิสราเอล-ฮามาส อีกทั้งเศรษฐกิจไทยในปี 2567 ยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนที่สำคัญจากนโยบายการคลัง อาทิ โครงการดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งประเมินว่า โครงการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและ ลดค่าใช้จ่ายครัวเรือนได้ในช่วงเวลาที่ดำเนินโครงการ
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)