‘โรคอ้วน’ (Obesity) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในเด็กและผู้ใหญ่
‘ภาวะน้ำหนักเกิน’ และ ‘โรคอ้วน’ หมายถึงการสะสมไขมันที่ผิดปกติหรือมากเกินไปซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยดัชนีมวลกาย (BMI) ที่มาก กว่า 25 ก.ก./ตร.ม. ถือว่ามีภาวะน้ำหนักเกิน และมากกว่า 30 ก.ก./ตร.ม. ถือว่ามีโรคอ้วน ซึ่งควรพบแพทย์เพื่อรักษา
สำหรับการคำนวณด้วยค่าดัชนีมวลกาย BMI (Body mass index) คิดได้จากน้ำหนักตัว (หน่วยเป็นกิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (หน่วยเป็นเมตร) ยกกำลังสอง เช่น น้ำหนัก 80 กิโลกรัม ส่วนสูง 160 เซนติเมตร หรือ 1.60 เมตร คำนวณค่า BMI = 80 / (1.60 x 1.60) เท่ากับ 31.25 ก.ก./ตร.ม. เป็นต้น
จากคลังข้อมูลสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า มีผู้เป็นโรคอ้วนหรือดัชนีมวลกายตั้งแต่ 25 ก.ก./ตร.ม. มากถึง 45.6% ในปี 2563 และเพิ่มเป็น 46.2% ในปี 2564 และ 46.6% ในปี 2565
ศ.นพ.สุเทพ อุดมแสวงทรัพย์ ศัลยแพทย์โรคอ้วน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า ‘ศูนย์รักษ์พุง’ หรือโครงการจัดตั้งศูนย์บำบัดรักษาและป้องกันโรคอ้วนและโรคเมตาบอลิกแบบครบวงจร จึงได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2550 โดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านการผ่าตัดส่องกล้อง ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อรองรับจำนวนผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยได้ร่วมกับทีมแพทย์และสหสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องอีก 9 สาขา
‘โรคอ้วน’ เป็นโรคที่ต้องรักษา เพราะจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย สภาพจิตใจ และสังคม ซึ่งการรักษาโรคอ้วน จะทำให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ตลอดกว่า 15 ปี ‘ศูนย์รักษ์พุง’ รักษาผู้ป่วยโรคอ้วนมานับหมื่นราย โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่อ้วนมาตั้งแต่วัยเด็ก และส่งผล กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เคลื่อนไหวได้ไม่คล่องตัว หายใจลำบาก เหนื่อยหอบง่าย เนื่องจากผู้ป่วยจะมีขนาดอวัยวะที่ใหญ่ขึ้น และมีสรีระและระบบต่างๆ ของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงยังมีโรคร่วมมากกว่าหนึ่งโรค จึงจำเป็นต้องอาศัยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางพิเศษหลายสาขาร่วมกันทำงานแบบสหสาขาวิชาชีพ มีการใช้เทคโนโลยีและการรักษาที่ทันสมัย เพื่อยกระดับและพัฒนาการดูแลรักษา ให้ ผู้ป่วยเกิดความมั่นใจและมีความปลอดภัยสูงสุด เพื่อผลการรักษาที่ดีสำหรับผู้ป่วย ที่สำคัญเพื่อก้าวสู่ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์และเพิ่มขีดความสามารถในการดูแลรักษาและบริการผู้ป่วยโรคอ้วนและเมตาบอลิกแบบองค์รวม พร้อมให้บริการในระดับมาตรฐานสากลทั้งในประเทศและระดับโลก
โรคอ้วน (Obesity) เป็นภาวะที่จัดเป็นโรคเรื้อรังอย่างหนึ่ง และเป็นภาวะที่สัมพันธ์กับการเกิดโรคร่วมต่างๆ อาทิ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ภาวะปอดทำงานผิดปกติ หลอดเลือดสมองขาดเลือด ข้อเข่าเสื่อม โรคถุงน้ำดี โรคไขมันคั่งสะสมในตับ และยังเป็นสาเหตุทำให้เกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
โรคอ้วนควรป้องกันตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก เพราะโรคอ้วนในเด็กจะส่งผล เช่น ขาโก่ง นอนกรน ระบบหายใจ หัวใจ พัฒนาการ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรค NCDs ในวัยผู้ใหญ่ ที่สำคัญยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคเรื้อรังหลายชนิด ซึ่งข้อมูลของ WHO ยืนยันว่าโรคอ้วนในวัยเด็กนั้นมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคอ้วนในวัยผู้ใหญ่
ผศ.(พิเศษ) พญ.พัชญา บุญชยาอนันต์ สาขาวิชาต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวถึงแนวทางการรักษาในปัจจุบันว่า มีหลากหลายวิธี อาทิ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต การรักษาโดยการใช้ยา การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร และการรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งผู้ป่วยโรคอ้วนแต่ละรายควรได้รับการรักษาตามระดับความรุนแรงของโรค โดยจะเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต หากไม่ได้ผลจึงมีการใช้ยาร่วมด้วย ปัจจุบันยาในการรักษาโรคอ้วนมีวิวัฒนาการในด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยมากขึ้น เช่น ยาในกลุ่ม GLP-1 analogues ในรูปแบบปากกาฉีดที่สามารถใช้ในการลด น้ำหนักในผู้ป่วยโรคอ้วนได้ ทั้งนี้ผู้ป่วยบางรายอาจต้องพิจารณาการผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งการผ่าตัดมีด้วยกัน 2 วิธี ได้แก่
1. การผ่าตัดลดกระเพาะอาหาร และ 2. การผ่าตัดบายพาส ทั้งนี้แพทย์จะเป็นผู้ประเมินร่วมกับแพทย์สาขาที่เกี่ยวข้อง ผู้ป่วยและผู้ดูแล และคำนึงถึงภาวะโรคอ้วนและโรคต่างๆ ของผู้ป่วยร่วมด้วย โดยแพทย์จะพิจารณาผ่าตัดเมื่อผู้ป่วยโรคอ้วนมีค่า BMI ตั้งแต่ 32.5 ก.ก./ตร.ม. เป็นต้นไป และมีโรคร่วมที่เป็นภาวะแทรกซ้อน หรือผู้ป่วยที่มีค่า BMI มากกว่า 37.5 ก.ก./ตร.ม.

ผู้ป่วยหลายรายเคยพยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีต่างๆ มาแล้ว มีทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ออกกำลังกาย แต่อาจไม่เพียงพอต่อการรักษาโรคอ้วน ดังนั้นผู้ป่วยที่มีเกณฑ์ในการรักษาด้วยการผ่าตัดจะได้รับการเตรียมการอย่างถี่ถ้วนเพื่อเข้ารับการผ่าตัด พบว่าผู้ป่วยสามารถควบคุมน้ำหนักให้คงที่ในระยะยาวได้ นอกจากนี้ยังพบว่าน้ำหนักที่ลดลงยังช่วยให้การรักษาโรคร่วมได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ลดอัตราการใช้ยา ในการรักษาโรคหัวใจ ไขมัน และเบาหวาน
โดยพบว่าสามารถรักษาผู้ป่วย เบาหวานได้หายขาดสูงถึง 80% ของ ผู้ป่วยทั้งหมดที่ได้รับการผ่าตัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน น้อยกว่า 10 ปี มีอัตราการหายขาดสูงเกือบ 100% นอกจากนี้ ยังลดอาการของโรคกระดูกและข้อ รวมถึงทำให้โรคนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (obstructive sleep apnea) ดีขึ้น
ที่สำคัญผลของการลดน้ำหนักยังทำให้ภาวะทางสุขภาพจิตและการเข้าสังคมของผู้ป่วยดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ ผู้ใช้สิทธิ์บัตรทอง ประกันสังคม หรือข้าราชการใช้สิทธิรักษาโรคอ้วนด้วยการผ่าตัดผ่านกล้องส่อง (Laparoscopic Bariatric Surgery) ได้ สอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์รักษ์พุง โทร. 0-2256-4000 ต่อ 71205 ทุกวันอังคาร-ศุกร์ เวลา 08.30-15.30 น. (ยกเว้นวันหยุดราชการ)