นายณกมล ปุญชเขตต์ทิกุล ที่ปรึกษาสถาบันพุทธทาสเพื่อสันติภาพของโลก (พุทธทาสภิกขุ) เปิดเผยว่า วัดต่างๆ ถือว่าเป็นพื้นที่สาธารณะในพระพุทธศาสนา มีความสำคัญในการเป็นพื้นที่สาธารณะที่ช่วยพัฒนาและยกระดับสุขภาวะของคนไทย ซึ่งการจะทำให้เกิดประโยชน์ได้มากน้อยนั้นก็มีความเกี่ยวข้องกับบทบาทการบริหารกิจการคณะสงฆ์ เจ้าอาวาสวัดต่างๆ ต้องบริหารจัดการวัดและพื้นที่สาธารณะของวัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้ง 6 ด้านคือ ด้านการปกครอง การศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่ สาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์ ซึ่งบทบาทต่างๆ มีผลต่อการช่วยขับเคลื่อนให้เกิดเครือข่ายองค์กรสุขภาวะตามหลักพระพุทธศาสนา
สำหรับในส่วนมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ทราบมาว่า ได้ขับเคลื่อนการจัดการพื้นที่เพื่อสร้างเครือข่ายเป็นองค์กรสาธารณะที่พระสงฆ์ และชาวบ้านร่วมกันดำเนินการ เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะของคนไทย โดยใช้โมเดลพระพุทธศาสนาเป็นยุทธศาสตร์ มี 10 พื้นที่ ประกอบด้วย 1.บ้านแสนเจริญ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย การพัฒนาระบบนิเวศและคุณภาพชีวิตของชาวเขาบนเทือกเขาสูง 2.โครงการแสวงบุญธรรม จ.เชียงใหม่ ส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟแบรนด์จาริกาโน่ 3.ลำปาง มจร. เปิดพื้นที่การเรียนรู้และปัญญาสาธารณะ 4.เครือข่ายสุขภาพพระสงฆ์ที่ จ.พิจิตร 5.การสำรวจและจัดทำแผนที่พื้นที่เปิดโล่งใน อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ 6.จ.ขอนแก่น โดย มจร.ขอนแก่น เปิดเขตอารยธรรมเกษตรกรรมเชิงพุทธ เรียกได้ว่าเป็นต้นแบบพื้นที่เรียนรู้ภาคอีสาน 7.จ.ศรีสะเกษ สร้างแบบจำลองวัดประชารัฐ 8.ชุมชนวัดบางครั่งใน จ.พังงา เป็นต้นแบบการพัฒนาพื้นที่ 9.มีแผนที่จะขยายหน่วยฝึกอบรมสาธารณะใน ต.วัดกะทู้ของ จ.ภูเก็ต และ 10.ชุมชนเขตเจริญกรุงในกรุงเทพฯ ขยายผลสู่วัด โรงเรียน และชุมชน สร้างมิติใหม่ของการเรียนรู้
นายณกมลกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม หลักการทางพุทธศาสนาเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ต้องอาศัยแนวทางการพัฒนา 4 ประการคือ 1.ปฏิรูปเทสวาสะ การอยู่ในประเทศอันเหมาะสม มีพื้นที่บริการสาธารณะที่เพียงพอต่อการรองรับความต้องการของคนในพื้นที่ 2.สัปปุริสูปัสสยะ การคบสัตบุรุษ คนในสังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความรู้ มีสภาพแวดล้อมที่ดี 3.อัตตสัมมาปณิธิ การตั้งตนไว้ชอบ มีการรักษามาตรฐานชีวิตที่ดีได้ 4.ปุพเพกตปุญญตา ความเป็นผู้ได้ทำบุญไว้ในกาลก่อน เป็นการสืบสานและต่อยอดอย่างไม่ขาดสาย