จากประกาศของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่มีมติให้ปรับค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนม.ค.-เม.ย.2567 เท่ากับ 89.55 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 69.07 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บกับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทเฉลี่ยรวม อยู่ที่ 4.68 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) จากปัจจุบันงวดเดือนก.ย.-ธ.ค.2566 อยู่ที่ 3.99 บาทต่อหน่วย
นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการ กกพ. แจงว่าการพิจารณาปรับค่าเอฟทีเดือนม.ค.-เม.ย.2567 ที่ 4.68 บาทต่อหน่วย สะท้อนต้นทุนค่าเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น และคืนต้นทุนค่าเชื้อเพลิงที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับภาระไว้บางส่วน เพื่อให้กฟผ.มีสภาพคล่องในการดำเนินงานและชำระคืนเงินกู้เท่าที่จำเป็น
โดยกรณีนี้มีการแบ่งจ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้างกับ กฟผ. 95,777 ล้านบาท ภายใน 2 ปี แบ่งเป็น 6 งวด งวดละ 15,963 ล้านบาท
แต่การขึ้นค่าไฟมากขนาด 69 สตางค์ ต่อหน่วยนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ถึงกับส่ายหัวร้องโอ๊ย! รับไม่ได้…บอก 4.68 บาทต่อหน่วย เป็นราคาที่สูงเกินไป ยังไงก็ไม่ยอม! ลองให้ลงมาที่ 4.20 บาทต่อหน่วยได้ไหม?
ขณะที่เจ้ากระทรวง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.พลังงาน บอกผมเองก็รับไม่ได้ อยากตรึงไว้เท่ากับงวดปัจจุบันที่ 3.99 บาทต่อหน่วย ซึ่งก็คงทำได้ยาก เพราะราคาก๊าซธรรมชาติที่นำมาใช้ผลิตไฟปรับขึ้นในช่วงฤดูหนาว แต่จะพยายามทำให้ต่ำที่สุด ซึ่งต่ำกว่า 4.68 บาทต่อหน่วยแน่นอน
ล่าสุดในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมา ไม่สามารถหาข้อสรุปตัวเลขค่าไฟงวดเดือนม.ค.-เม.ย.2567 ได้ ทำเอาสื่อมวลชนงงเป็นไก่ตาแตก เพราะนัดมาฟังแถลง แต่กลับแจ้งยกเลิกเฉย
พอเอาเข้าจริงกระทรวงพลังงานไม่ได้บรรจุเรื่องค่าไฟงวดใหม่เป็นวาระพิจารณาเข้า กพช. แต่อย่างใด เพราะกระทรวงยังไม่ได้หารือ กับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในฐานะ ผู้จำหน่ายเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า และกฟผ. ที่ต้องแบกภาระรายจ่ายค่าเชื้อเพลิง ได้ยืนยันว่าไม่สามารถรับภาระต่อไปได้อีกแล้ว

เพราะคิดจากตัวเลขที่เป็นไปได้ การกดค่าไฟลงเหลือ 4.20 บาทต่อหน่วย จากมติ กกพ. ประกาศไว้ 4.68 บาทต่อหน่วย ซึ่งคิดเผื่อกันเงินส่วนหนึ่งไปคืนให้กฟผ.แล้ว จะยิ่งทำให้ภาระต้นทุนค่าเชื้อเพลิงที่ กฟผ. แบกรับแทนประชาชนเพิ่มขึ้นอีก คิดเป็นยอดสะสมค่าเอฟทีค้างรับรวมเป็น 137,000 ล้านบาท จากที่เคยปรับลดลง มาเหลือ 95,777 ล้านบาทแล้ว
ดังนั้น การบีบให้ กฟผ.ต้องขายไฟต่ำกว่าต้นทุน และการยืดระยะเวลาจ่ายคืนหนี้ให้กฟผ. จึงไม่ใช่ทางออกที่ดี เพราะหาก กฟผ.ต้องแบกภาระนี้ต่อเนื่องเป็นเวลานานจนขาดสภาพคล่องและต้อง ไปกู้เงินมาเพื่อรองรับนโยบายรัฐบาลอีก ท้ายที่สุดดอกเบี้ยที่เกิดจากการกู้จะถูกบวกเพิ่มเข้าไปในค่าไฟฟ้าทำให้ประชาชนผู้ใช้ ไฟต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงขึ้นไปอีก
โดยค่าไฟที่ลดลงทุก 10 สตางค์ จะมีค่าใช้จ่ายหรือผู้ที่ต้องแบกรับภาระตั้งแต่ 1,000-10,000 ล้านบาท นายพีระพันธุ์จึงยอมรับ ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าจะทำได้แบบที่ใจคิด เพราะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่ายยัง ไม่ได้เจรจา
ประชาชนผู้ใช้ไฟตั้งแต่ 300 หน่วย ขึ้นไป หรือประมาณ 25% ของผู้ใช้ไฟทั้งประเทศ แม้เป็นคนส่วนน้อย แต่เป็น ผู้ใช้ไฟส่วนใหญ่ โดยเฉพาะภาคธุรกิจ/อุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน จะพิจารณาจาก 3 ปัจจัยที่มีผลต่อการกำหนดค่าไฟ ขึ้น/ลง ได้แก่
1.การขอขยายเวลาชำระหนี้ค่าไฟให้ กฟผ. ออกไปอีก 1 งวด เพื่อแก้ปัญหา ระยะสั้น พร้อมมีแผนปลดหนี้ให้ กฟผ. 2.การปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ และ 3.การกำหนดราคาขายก๊าซธรรมชาติของปตท. พลอยให้ผู้ใช้ไฟไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน จัดอยู่ในกลุ่มเปราะบาง 17.7 ล้านครัวเรือน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ 75% ของผู้ใช้ไฟทั้งประเทศ ต้องรอลุ้นให้กระทรวงพลังงานเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเรื่องตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.99 บาทต่อหน่วย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเป็นของขวัญก่อนปีใหม่ด้วย คาดว่าจะ ใช้เงินจากงบกลางประมาณ 2,000 ล้านบาท
หั นมาเช็กไทม์ไลน์มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงพลังงานบ้าง หลังสิ้นสุดระยะเวลาอุดหนุนจะเป็นอย่างไร
ตั้งแต่การปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 2.50 บาทต่อลิตร นาน 3 เดือน เพื่อตรึงราคาขายปลีกดีเซลอยู่ที่ 29.94 บาทต่อลิตร ไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ตามนโยบายของรัฐบาล จะสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2566
การปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันประเภทน้ำมันเบนซินลง 0.15-1 บาทต่อลิตร ตามสัดส่วนเนื้อน้ำมันเบนซินที่ผสม นาน 3 เดือน จะสิ้นสุดวันที่ 31 ม.ค.2567
ปัจจุบันราคาขายปลีกน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ลดลง 2.50 บาทต่อลิตร น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ 95 ลดลง 1 บาทต่อลิตร น้ำมัน E20 กับ E85 ลดลงประมาณ 80 สตางค์ต่อลิตร
การตรึงราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) ตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เห็นชอบไว้ที่ 20.9179 บาทต่อกิโลกรัม (ก.ก.) ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อตรึงราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มให้คงอยู่ที่ประมาณ 423 บาทต่อถัง 15 ก.ก. จนถึงวันที่ 31 ม.ค.2567
แม้ทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมัน กลุ่ม ปตท. (PRISM Experts) ร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จะคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2567 อยู่ที่ 75-85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เป็นประเด็นที่ต้องติดตามช็อตต่อช็อต
ยังไม่ได้กล่าวถึงราคาก๊าซธรรมชาติ สำหรับรถยนต์ (เอ็นจีวี) สำหรับกลุ่มรถโดยสารร่วมบริการสาธารณะทั้งรถตู้ รถมินิบัส รถเมล์ รถโดยสาร และรถสองแถวโดยสาร ที่ตบเท้าเข้ากรุงยื่นหนังสือประท้วงราคาเอ็นจีวีที่ปาเข้าไป 20.59 บาทต่อก.ก.
โดยทางกลุ่มผู้ประกอบการขอให้ลดราคาขายเอ็นจีวีลงเหลือ 12.74 บาทต่อก.ก. ขอขยายเวลาการใช้บัตรส่วนลดเพิ่มเติมอีก 2 ปี รวมทั้งยกเลิกกำหนดปริมาณการเติมเอ็นจีวีที่ไม่สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน และขอให้มีบัตรส่วนลดค่าเชื้อเพลิงที่ใช้น้ำมันดีเซลของกลุ่มรถโดยสารสาธารณะด้วย เรื่องนี้ก็ยังไม่มีคำตอบ
แม้นายพีระพันธุ์ประกาศ “รื้อ ลด ปลด สร้าง” พลังงานให้มั่นคง เป็นธรรม และยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้า พลังงานทดแทน และพลังงานสะอาดทุกมิติ เพื่อปรับโครงสร้างทั้งระบบ
อดใจรอกันสักหน่อย นายพีระพันธุ์ยืนยันว่า กำลังเร่งดำเนินทุกขั้นทุกตอน ทำงานกันหลายคณะ ทำมากกว่าพูดลอยๆ ว่าปรับโครงสร้างๆ เมื่อข้อมูลครบถ้วนแล้ว ไม่นานครับ เพราะผมและคณะจะร่างกฎหมายเอง เป็นชุดและครอบคลุมทั้งหมด ตอบได้ทุกคำถาม เพราะยึดเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง
“ไม่ยากครับถ้าแค่พูดเอาเท่ ฟังดูดีทรงภูมิ คนทำแบบนั้นมีเยอะแล้ว แต่ไม่เคยเห็นเป็นรูปธรรม พูดไปเรื่อยๆ ใช่ครับ อะไรๆ ก็แก้โครงสร้าง แต่จะแก้อะไร แก้อย่างไร ส่งผล กระทบแบบไหน จะทดแทนด้วยอะไร ทั้งระบบต้องสอดคล้องและไม่ก่อภาระเพิ่มให้กับประชาชน เพราะนี่คือการลงมือทำจริง ไม่ใช่เพียงแค่พูดแล้วเสกออกมา ขอให้มั่นใจ ผมเอาจริงแน่นอน”
ประชาชนรับทราบและรอข่าวดีอยู่!