พาณิชย์เข้มตรวจสอบ 2.5 หมื่นบริษัทธุรกิจเสี่ยงเข้าข่ายนอมินีกลุ่มทุนต่างชาติ มุ่งเป้าท่องเที่ยว คาดเดือนก.ย.67 รู้ผล

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่าปีงบประมาณ 2566 (ก.ย.2566-ต.ค.2567) กรมวางแนวทางการป้องปรามธุรกิจนอมินี บริษัทที่ใช้คนไทยถือหุ้นแทนเพื่อหลีกเลี่ยงการขออนุญาตประกอบธุรกิจตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวพ.ศ.2542 อย่างต่อเนื่อง เบื้องต้นเตรียมเข้าตรวจสอบธุรกิจที่มีสัดส่วนคนต่างด้าวถือหุ้นเกินกว่า 40% จำนวนรวม 2.6 หมื่นราย ว่าเข้าข่ายกระทำความผิดหรือไม่ หากเข้าข่ายจะตรวจสอบเชิงลึกต่อไป คาดว่าภายในเดือนก.ย.2567 จะได้ผลสอบเบื้องต้น

กลุ่มธุรกิจเป้าหมายที่จะเข้าไปตรวจสอบ ได้แก่ ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่องธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ต ในพื้นที่เป้าหมาย 9 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี ชลบุรี ระยอง ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี และกรุงเทพฯ

“ยอมรับว่าเป้าหมายการตรวจสอบนอมินีปีงบประมาณ 2566/67 ที่ 2.5 หมื่นรายนั้นมีจำนวนเพิ่มสูงกว่าปีงบประมาณก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 1.5 หมื่นราย แต่สาเหตุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพราะปีนี้ธุรกิจในกลุ่มท่องเที่ยวมีอัตราการเติบโตสูงมากถึง 64% ทำให้มีบริษัทต่างด้าวในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวจัดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นมาก”

นางอรมนกล่าวว่า สำหรับปีงบประมาณที่ผ่านมา 2565/66 กรมได้ตั้งเป้าตรวจสอบธุรกิจต่างด้าวเป้าหมายรวม 1.5 หมื่นราย พบเข้าข่ายเป็นธุรกิจนอมินี 400 ราย แต่จากการลงไปตรวจสอบรายละเอียดเชิงลึกพบว่าธุรกิจที่กระทำความผิดนอมินีภายใต้พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยได้ส่งให้ตำรวจดำเนินคดีจำนวน 8 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจภาคท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่องในจังหวัดท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต โดยต่างด้าวที่ถือหุ้นในบริษัทนอมินีที่ถูกดำเนินคดีส่วนใหญ่เป็นกลุ่มทุนจากประเทศจีน รัสเซีย และยุโรป มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 1 แสน-1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังมีโทษปรับ รายวันอีกวันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากรมตรวจสอบธุรกิจนอมินีอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล กรมจะตรวจสอบเอกสาร ที่ธนาคารออกให้ เพื่อรับรองหรือแสดงฐานะการเงินของผู้เป็น หุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นคนไทยที่ลงทุนหรือถือหุ้นในนิติบุคคลร่วมกับคนต่างด้าว เพื่อแสดงความน่าเชื่อถือว่าคนไทยที่ร่วมลงทุนมีฐานะทางการเงินที่สามารถลงทุนด้วยตนเองได้ และเมื่อจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้วกรมคัดเลือกกลุ่มเสี่ยงที่มีข้อบ่งชี้ว่าอาจเป็นการประกอบธุรกิจตามบัญชีท้ายโดยให้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว (นอมินี) เพื่อหลีกเลี่ยงการขออนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เช่น ธุรกิจที่คนต่างด้าวถือหุ้นไม่ถึง 50% ธุรกิจมีคนต่างด้าวเป็นผู้มีอำนาจกระทำการ รวมทั้งสิทธิการรับคืนทุนเมื่อเลิกกิจการ เป็นต้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน