“ธรรมนัส” หนุนขยายผลนาเปียกสลับแห้ง ประหยัดน้ำ 50% ลดใช้ปุ๋ย 30-40% และเพิ่มผลผลิต 20-30% เตรียมขยายผลช่วยเสริมความมั่นคงให้อาชีพชาวนา
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (BCG) ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ คือ ใช้ทรัพยากรชีวภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจหมุนวียน ควบคู่ไปกับเศรษฐกิจสีเขียวคือการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุล มั่นคงและยั่งยืน
โดยให้หน่วยราชการในสังกัดศึกษาวิจัยสร้างนวัตกรรมให้สอดคล้องกับ BCG โดยในส่วนของกรมชลประทานทำการศึกษาและวิจัยเปรียบเทียบการให้น้ำแบบประหยัดสำหรับนาข้าว เป้าหมายเพื่อขยายผลองค์ความรู้สู่เกษตรกร หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน นักวิจัย และผู้สนใจทั่วไปได้ใช้ประโยชน์ เฉพาะการหาแนวทางประหยัดน้ำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในสภาวะอากาศที่ผันผวน สูงเช่นปัจจุบัน
ขณะเดียวกันต้องไม่กระทบผลผลิต และเป็นวิธีที่นำไปปฏิบัติได้จริง โดยในการศึกษาฯ ได้คำนึงถึงการประเมินประสิทธิภาพด้านการใช้น้ำในนาข้าวเป็นสำคัญ ร่วมด้วยปัจจัยในการเพาะปลูก เช่น ดิน เมล็ดพันธุ์ การดูแลนาข้าว ปัจจัยทางด้านสภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับสภาพการปลูกจริงของเกษตรกร ซึ่งทางคณะ ผู้วิจัยจึงเลือกวิธีการทำนาแบบนาเปียกสลับแห้ง และเลือก เมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ ได้แก่ กข.85 และออกแบบการใช้อุปกรณ์ตรวจวัดร่วมกับเทคโนโลยีด้านสารสนเทศ IOT เข้ามาเฝ้าติดตามสมดุลน้ำในพื้นที่ชลประทานของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลบน สำนักงานชลประทานที่ 8 จังหวัดนครราชสีมา
ด้านนายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานได้ทำต้นแบบ และคู่มือการบริหารจัดการการทำนาที่มีประสิทธิภาพใช้น้ำน้อย หรือทำนาแบบเปียกสลับแห้งที่ช่วยประหยัดน้ำกว่าการปลูกแบบเดิมถึง 30-50% หรือประหยัดจากเดิมที่ใช้น้ำไร่ละ 1,200 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เหลือประมาณไม่เกิน 860 ลบ.ม. และยังช่วยจัดการการให้ปุ๋ยแก่ต้นข้าวในช่วงเวลาที่ถูกต้อง ทำให้ลดการใช้ปุ๋ยได้ 30-40% ต่อไร่ และเพิ่มผลผลิตข้าวในพื้นที่เพาะปลูกได้ 20-30% ต่อไร่
ทั้งนี้นอกจากจะช่วยเกษตรกรลดต้นทุนในการทำนา อาทิ ค่าปุ๋ย สารเคมีสำหรับควบคุมกำจัดศัตรูพืช ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อสูบน้ำเข้าแปลงนา อันจะเป็นการสร้างความมั่นคงในอาชีพ และยังเป็นการสนับสนุนรัฐบาลขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ BCG