‘สะเก็ดเงิน’เป็นมากกว่าโรคผิวหนัง – วันที่ 29 ตุลาคมของทุกปีที่ถือให้เป็นวันสะเก็ดเงินโลก (World Psoriasis Day) ในปีนี้ทางสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ต่างได้จัดกิจกรรม วันสะเก็ดเงินโลก World Psoriasis Day
โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) ซึ่งมีอาการของโรคเด่นบริเวณผิวหนัง แต่ปัจจุบันมีหลักฐานว่าเป็นโรคทางภูมิคุ้มกันและไม่ติดต่อ สามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย โรคนี้ยังมีความสัมพันธ์ กับโรคอื่นๆ อีกด้วย เช่น โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน โรคหัวใจและหลอดเลือด ตลอดจนสภาวะซึมเศร้าและปัญหาทางสุขภาพจิต เป็นต้น

นอกจากนี้กิจกรรมนี้ยังจัดขึ้นเพื่อเป็น การกระตุ้นให้ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินมีความกล้าที่จะบอกเล่าเกี่ยวกับอาการนอกเหนือจากบริเวณผิวหนังของโรคที่ตนต้องเผชิญให้กับแพทย์ผู้รักษามากขึ้นผ่านแคมเปญวันสะเก็ดเงินโลกในปีนี้ คือ ‘Be Inform’ เพื่อประโยชน์ต่อตัวผู้ป่วยเองในการรักษาให้ตรงจุดและครอบคลุม อันจะช่วยลดอุบัติการณ์ของโรคร่วมและให้ ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ศ.พญ.ณัฎฐา รัชตะนาวิน อาจารย์ประจำสาขาวิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคที่มีอาการอักเสบเรื้อรังของผิวหนัง ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก ในปัจจุบันอุบัติการณ์ของโรคสะเก็ดเงินในประเทศไทยกำลังมี การสำรวจในประชากรทั่วไป แต่พบได้เป็นอันดับที่ 4-5 ในคลินิกผิวหนังในโรงเรียนแพทย์และศูนย์การแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข และในด้านการแพทย์เองก็อยู่ในระหว่างการศึกษาถึงสาเหตุของโรคที่ แท้จริงว่ามาจากสาเหตุใด ผื่นสะเก็ดเงินเกิดจากการแบ่งตัวที่ผิดปกติของเซลล์ผิวหนังที่มีการแบ่งตัวเร็วกว่าปกติประมาณ 5 เท่า ซึ่งเกิดจากการกระตุ้นของสารเคมี ในเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า ลิมโฟไซต์ (Lymphocytes) ชนิดเซลล์ที (T-Cell) ทำให้เกิดการอักเสบจนกลายเป็นผื่นขนาดใหญ่ตามร่างกาย ลักษณะผื่นนูนแดง มีสะเก็ด สีขาวพบได้ทั่วร่างกาย พบบ่อยบริเวณหนังศีรษะข้อศอก หัวเข่า หรือเล็บ บางครั้งพบที่อวัยวะเพศ และพบประวัติในครอบครัว ประมาณร้อยละ 30 นอกจากนี้ อีกประการที่สำคัญคือโรคสะเก็ดเงินไม่ได้เป็นโรคที่มีอาการทางด้านผิวหนังเท่านั้น แต่ยังมี ความสัมพันธ์กับโรคร่วมอื่นๆ อาทิ โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน โรคหัวใจและหลอดเลือดรวมถึงภาวะซึมเศร้าและปัญหาทางด้านจิตใจ เป็นต้น
ทั้งนี้ การให้ความรู้แก่ผู้ป่วย ญาติ และประชาชนทั่วไปจะช่วยเสริมสร้างกำลังใจ ให้ผู้ป่วยมีจิตใจที่เข้มแข็ง มีสติในการ เผชิญหน้ากับสิ่งรบกวนทางจิตใจ จะช่วยลดการเกิดพฤติกรรมการแยกตัวออกจากสังคมลดความรู้สึกหดหู่ การขาดความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน เนื่องจากสภาพร่างกายภายนอกอันเป็นผลจากโรค และสิ่งสำคัญที่สุดคือกำลังใจจากบุคคลใกล้ชิดถือเป็น ยาขนานเอกในการช่วยเยียวยารักษาโรคสะเก็ดเงินให้มีอาการดีขึ้น และดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข

พญ.พู่กลิ่น ตรีสุโกศล รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โรคนี้เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังชนิดหนึ่งที่ทางการแพทย์ยังคงไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด และยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ตามที่ผู้ป่วยหลายท่านนั้นปรารถนา การรักษาจึงเป็นในแบบควบคุมอาการเพื่อป้องกันการกำเริบของโรค
อีกทั้งสิ่งที่ทางการแพทย์ให้ความสำคัญอีกประการคือ ปัจจุบันยังมีผู้ป่วยอีกหลายท่านยังคงไม่ทราบว่า แท้จริงแล้วโรคสะเก็ดเงินไม่ได้เป็นโรคที่มีอาการทางด้านผิวหนังเท่านั้น แต่ยังมีความสัมพันธ์กับโรคอื่นๆ และปัญหา ทางด้านจิตใจที่ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะซึมเศร้าได้ จนอาจนำไปสู่การเกิดอุบัติการณ์ของโรคสะเก็ดเงิน
เพราะฉะนั้นการเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่คน ในสังคมผ่านโครงการ ‘วันสะเก็ดเงินโลก World Psoriasis Day’ นับว่าเป็นโอกาสอันดีให้โรคสะเก็ดเงินอยู่ในความสนใจและทำ ความรู้จักโรคได้อย่างเข้าใจยิ่งขึ้น

ส่วนแคมเปญ ‘Be Informed’ เป็นแคมเปญประจำปีนี้ เพื่อมุ่งหวังในการต่อยอดการเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยผ่านการส่งเสริมให้ผู้ป่วยบอกเล่าถึงอาการต่างๆ แม้ว่าจะเป็นอาการนอกเหนือจากผิวหนังให้แพทย์รับรู้ เพื่อให้การตรวจวินิจฉัย มีประสิทธิภาพและตรงจุดมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ดี การดูแลตนเองอย่างเหมาะสมก็จะสามารถช่วยควบคุมอาการของโรคให้สงบได้ โดยแนะให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นต่างๆ ได้แก่ ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การสูบบุหรี่ แอลกอฮอล์ ความอ้วน รวมถึงยาบางชนิดที่สามารถกระตุ้นให้โรคกำเริบได้ นอกจากนี้สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงหรือการ ติดเชื้อ หรือโรคหวัด ก็อาจทำให้ผู้ป่วยบางรายเกิดผื่นเห่อขึ้นได้ ในขณะเดียวกัน ขอแนะนำให้ผู้ป่วยติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรย้ายหรือเปลี่ยนแพทย์ผู้ทำการรักษาไปเรื่อยๆ เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาให้ตรงจุดและติดตามอาการอย่างต่อเนื่องและใช้ระยะเวลานาน

ทั้งนี้ การดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินอย่างเหมาะสมจะเป็นการควบคุมอาการของโรคไม่ให้รุนแรง และยังทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติได้เร็วยิ่งขึ้น โดยมีเคล็ดลับ สี่ประการที่แนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน ดังนี้
1.เข้าใจโรคสะเก็ดเงิน : ผู้ป่วยจำเป็นต้องรู้จักและเข้าใจโรคสะเก็ดเงินอย่างถูกต้อง เพื่อสามารถดูแลและรักษาตนเองได้อย่างเหมาะสมต่อไป
2.ดูแลร่างกายและจิตใจอย่างเคร่งครัด : ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ
3.หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น : การแกะเกา การปล่อยให้ผิวหนังแห้งขุย การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา เป็นต้น
4.สังเกตและป้องกันตนเองจากภาวะโรคแทรกซ้อน : กรณีที่ ผู้ป่วยมีอาการปวดบริเวณข้อส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายให้รีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อให้วินิจฉัยและรักษาอาการที่อาจเกิดจากโรคข้อเสื่อมอักเสบ หรือผู้ป่วยบางรายที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไป ยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคหัวใจมากกว่าคนไข้ที่มี น้ำหนักในเกณฑ์ปกติ
ส่วนแนวทางการรักษานั้นในปัจจุบันแม้จะยังไม่สามารถรักษาให้หายขาด การรักษาเป็นไปเพื่อควบคุมอาการเท่านั้นโดยวิธีการรักษาส่วนใหญ่จะเป็นยารูปแบบยาทา ยารับประทานและการฉายแสง
แต่ล่าสุดได้มีนวัตกรรมในการรักษาที่ตรงจุด (Treat To Target) ในรูปแบบยาฉีดเป็นการรักษาแบบพุ่งเป้าที่ให้ผลการรักษามากกว่าผิวกายให้เรียบเนียนอีกด้วย

โดยเมื่อวันที่ 29 ต.ค.2563 ศ.พญ. ณัฎฐา พญ.พู่กลิ่น และพญ.อรยา กว้างสุขสถิตย์ รองผู้อำนวยการด้านพัฒนาระบบสุขภาพ สถาบันโรคผิวหนัง ได้ร่วมให้ความรู้ความเข้าใจที่ ถูกต้องเกี่ยวกับโรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) ซึ่งเป็นโรคทางภูมิคุ้มกันและไม่ติดต่อที่สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วย
การให้ข้อมูลความรู้นครั้งนี้จัดขึ้นที่ห้องประชุมชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษามหาราชินี สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี พร้อมไลฟ์สดทางเฟซบุ๊กของสถาบันโรคผิวหนังรายการ Rama Health Talk ทางช่อง Rama Channel ผ่าน True vision ช่องหมายเลข 42
ทั้งนี้ การรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจในโรคสะเก็ดเงิน ถือเป็นความจำเป็นและประชาชนโดยทั่วไปควรตระหนักใน ความสำคัญในโอกาส ‘วันสะเก็ดเงินโลก’