ไม่ว่าการยืนยันว่า “ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรียังเสนอให้กับอีกหลายคนหลายพรรค” ไม่ว่าการยืนยันว่า “มีการตระเตรียมเงินกว่า 4 หมื่นล้านบาท”
ไม่ได้เป็นการยืนยันจากคนของ “เพื่อไทย”
ตรงกันข้าม เป็นเสียงจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประสานกับเสียงจาก นายวัชระ เพชรทอง แห่งพรรคประชาธิปัตย์ทั้งสิ้น
เป้าหมายย่อมเป็น “พรรคคสช.”
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นบทบาทอันแข็งขันอย่างเป็นพิเศษจากพรรคประชาธิปัตย์ เป็นการชูธงต้านอำนาจของคสช.ขึ้นสูงเด่น
ทำไม
หากมองจากกรณีที่มีการใช้ทำเนียบรัฐบาล “ดูด” เอา นายสกลธี ภัททิยกุล พร้อมกับการหยิบยื่นตำแหน่ง “รองผู้ว่าฯ กทม.” มาเป็นเครื่องล่อ
ก็น่าเห็นใจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เพราะเมื่อวันที่ 1 เมษายน นายสกลธี ภัททิยกุล เพิ่งยืนยันสมาชิกภาพ แต่แล้วในวันที่ 11 เมษายน ก็มาแจ้งกับหัวหน้าและเลขาธิการพรรคว่าขอลาออก
ทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็นต้องลาออกแต่อย่างใด
หากติดตามการแถลงของ นายสกลธี ภัททิยกุล ในกาลต่อมาก็เด่นชัดว่ามีเป้าหมายอยู่ที่พรรคการเมืองอื่น ไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์
แน่นอน นั่นย่อมเป็น “พรรคคสช.”
ปฏิกิริยาอันมาจากพรรคประชาธิปัตย์ต่อการเคลื่อนไหวใช้ “พลังดูด” จึงเป็นปฏิกิริยาที่ไม่เพียงแต่จะร้อนแรง หากแต่ยังดำเนินไปอย่างรู้เท่าทัน
รู้เท่าทันว่าเป้าหมาย “พรรคคสช.” คืออะไร
ที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศชูธง 2 ผืน 1 ต้านนายกรัฐมนตรี “คนนอก” และ 1 ต้านสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” จึงเห็นเด่นชัดว่าเริ่มมีความโอนเอียง
โอนเอียงที่จะชูธง “ต้านคสช.” ขึ้นสูงเด่น
เพราะพรรคประชาธิปัตย์รู้อยู่เป็นอย่างดีว่า ทุกจังหวะก้าวของ “พรรคคสช.” มิได้เป็นความริเริ่มจากภายใน “ทำเนียบรัฐบาล” หากแต่มีใครบางคนร่วมชักใยอยู่ด้วย
ตรงนี้แหละที่เป็น “หอกข้างแคร่” ของพรรคประชาธิปัตย์
จากนี้จึงมีความจำเป็นที่พรรคประชาธิปัตย์จักต้องรวมศูนย์กำลังและสติปัญญาที่มีอยู่ในพรรคเปิดโปงและโจมตีให้เห็นความเลวร้ายของ “พรรคคสช.”
เผลอๆ “พรรคคสช.” อาจเลวร้ายพอๆ กับ “ระบอบทักษิณ”
ต้องยอมรับว่า แม้บทบาทจากพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นการบ่อนเซาะสถานะของ “พรรคคสช.” แต่ก็ได้ช่วยให้ประชาชนได้ “ตาสว่าง” มากยิ่งขึ้น
เพราะจะมีใครไหนเล่าที่รู้ซึ้ง “พรรคคสช.” ได้เท่ากับพรรคประชาธิปัตย์