วิเคราะห์การเมือง

หากเปรียบเทียบกระบวนท่า “ดูด” อันมาจาก “พรรคคสช.” ต้องยอมรับว่า ดำเนินไปอย่างโฉ่งฉ่าง อึกทึกครึกโครมมากกว่าที่เคยเกิดในอดีต

ในยุค 2500 ไม่มีการออกนอกหน้า

จอมพล ป.พิบูลสงคราม เล่นบทพับเพียบเรียบร้อย คนที่ออกหน้าจะเป็น พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ซึ่งเป็นเลขาธิการพรรคมากกว่า

จอมพล ถ.กิตติขจร ใช้บริการของ พล.อ.ประภาส จารุเสถียร ประสานเข้ากับ พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ และ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา

ยิ่งยุครสช. พล.อ.สุจินดา คราประยูร สงบนิ่งอยู่ในที่ตั้ง

แต่มาถึงยุคคสช. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เล่นบท “ดับเครื่องชน” อย่างองอาจ

ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จำเป็นต้องลดระดับการเคลื่อนไหว เนื่องจากพิษอันแผ่ลามมาจากกรณี “นาฬิกา” หรู

จึงหลีกเลี่ยงการปะทะ

จึงเห็นได้จาก นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้กลายเป็น “หมู่บ้านกระสุนตก” โดยมี นายอุตตม สาวนายน และ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ยืนเรียงอยู่เคียงข้าง

และพลันที่ข่าวปล่อย 40,000 ล้านบาทหลุดออกมา

เป้าหมายต้องการเน้นโดยตรงไปยัง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และการแสดงบทบาทในทำเนียบรัฐบาล แต่มีความจำเป็นที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องออกโรงต้าน

กระหน่ำไปยัง “พรรคประชาธิปัตย์”

การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมาสร้างความชอบธรรมให้กับกระบวนการ “ดูด” ผ่านรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” จึงน่าสนใจ

น่าสนใจในความมั่นใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

น่าสนใจในความห่วงใยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีต่อการถูกให้ร้ายป้ายสีของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อย่างลึกซึ้ง

ถึงกับยืนยันว่า นี่คือ ครรลองแห่งประชาธิปไตยของไทย

ซึ่งหากย้อนไปศึกษาในอดีตก็ต้องยอมรับว่ามีความจริงรองรับอย่างอุดมสมบูรณ์ตั้งแต่ยุคพรรคเสรีมนังคศิลา ยุคพรรคสหประชาไทย หรือแม้กระทั่งการดูดเมื่อเดือนธันวาคม 2551

แต่คำถามก็อยู่ที่ว่าทำไมจึงต้องเป็น “พรรคคสช.” ด้วย

พลันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ความชอบธรรมกับ “พลังดูด” ว่าเป็นครรลองแห่งระบอบประชาธิปไตยไทย นั่นเท่ากับเป็นการยอมรับในสิ่งที่กำลังกระทำอยู่

กระทำอยู่กับกรณีอันเกี่ยวกับ “พรรคพลังชล”

หรือว่านี่คือกระบวนการที่ “พรรคคสช.” จำเป็นต้องยึดกุมมาเป็นแนวทางในการสืบทอดอำนาจอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้พ้น

นี่หรือคือการ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ตัวจริง เสียงจริง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน