การเชียร์ นายชวน หลีกภัย และพรรคประชาธิปัตย์ ให้สร้างปรากฏการณ์แบบเดียวกับ นายมหาเธร์ โมฮัมหมัด แห่งมาเลเซีย กำลังกลายเป็นเรื่องโอละพ่อ
แม้ว่าหลายคนจากพรรคประชาธิปัตย์จะเห็นด้วย
ไม่ว่าจะเป็นเสียงจาก นายพีรยศ ราฮิมมูลา จากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นเสียงจาก นายอลงกรณ์ พลบุตร ซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นเลขานุการใกล้ชิด นายชวน หลีกภัย
คนที่ออกมาดับฝันนี้กลับเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
มิใช่เพราะว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ หากแต่เพราะเห็นว่า นายชวน หลีกภัย ได้ก้าวพ้นไปจากความต้องการเช่นนี้ไปไกลแล้ว
กระนั้น กรณีของ นายชวน หลีกภัย ก็เป็นดาบสองคม
เสียงหนุนให้ นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีอาจเป็นเพราะ 1 มีความเชื่อมั่น และ 1 มั่นใจในเครดิตทางการเมืองของ นายชวน หลีกภัย
แต่พลันที่มีชื่อ นายชวน หลีกภัย
สังคมก็เริ่มทบทวนรากฐานทางการเมืองของ นายชวน หลีกภัย ไม่ว่าในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์
ถามว่า นายชวน หลีกภัย มีผลงานอะไรในฐานะนายกรัฐมนตรี
ถามว่า นายชวน หลีกภัย แสดงออกอย่างไรโดยเฉพาะในห้วงที่ประเทศตกอยู่ในวิกฤตนับแต่ก่อนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 และโดยเฉพาะก่อนรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557
แล้วก็เริ่มไม่แน่ใจในความเหมาะสม
ความไม่เหมาะสมของ นายชวน หลีกภัย ในสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน สัมพันธ์กับบทสรุปต่อพรรคประชาธิปัตย์ในระยะหลังเป็นอย่างสูง
นั่นหมายถึงบทบาทของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นั่นหมายถึงบทบาทของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เมื่อนำพาพลพรรคแห่งพรรคประชาธิปัตย์ลงมาเดินบนถนนและดำเนินมาตรการ “ชัตดาวน์”
ทั้งชัตดาวน์ต่อหน่วยราชการ และชัตดาวน์ต่อการเลือกตั้ง
คำถามอยู่ที่ว่า พรรคประชาธิปัตย์จะรับผิดชอบอย่างไรต่อสภาพการณ์ทางการเมืองในห้วงนับแต่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา
ในฐานะที่ร่วมในการปูทางและสร้างเงื่อนไข
การเลือกตั้งหากจะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 จึงไม่เพียงแต่คสช.เท่านั้นจะต้องตอบคำถาม หากแม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ก็จะต้องตอบคำถาม
เป็นคำถามถึงรัฐประหาร เป็นคำถามถึงคสช.
บรรยากาศการหาเสียงจะต้องวนเวียนอยู่ในเรื่องของรัฐประหาร อยู่ในเรื่อง 4 ปีที่ผ่านมาผลงานของคสช.และพรรคประชาธิปัตย์เป็นอย่างไร
ถามว่า นายชวน หลีกภัย จะตอบคำถามนี้อย่างไร