ข้อเสนอว่าด้วย “รัฐบาลเฉพาะกาล” อันมาจาก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ กระแทกอย่างแรงเข้าตรงลิ้นปี่ ตับไตไส้พุงของ “คสช.”
ในเมื่อทุกวันนี้มี “รัฐบาล” ของ “คสช.” อยู่แล้ว
ทำไมจะต้องหาหนทางเพื่อให้เกิดสภาพอย่างที่เรียกว่า “รัฐบาลเฉพาะกาล” ขึ้นมาอีกเล่า จึงเท่ากับไม่ไว้วางใจต่อรัฐบาลและคสช.
เป็นการเสนอในวาระ 4 ปีของ “รัฐประหาร”
ทำให้บรรยากาศแห่งการประเมินผลงานและความสำเร็จอันเนื่องจาก “รัฐประหาร” โดยฝีมือการบริหารจัดการของ “คสช.” เพิ่มความเข้มข้นยิ่งขึ้น
สภาพของ “คสช.” จึงอยู่ในฐานะ “จำเลย”
ความละเอียดอ่อนอย่างยิ่งจากข้อเสนอว่าด้วย “รัฐบาลเฉพาะกาล” ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นั้นมาจากพื้นฐานและความเป็นจริง 2 ประการ
1 ความเป็นจริงของ “รัฐประหาร”
และ 1 ความเป็นจริงของการเข้ามาเล่นบท “รัฐบาล” ภายใต้การกำกับ ขับเคลื่อนโดย “คสช.” นั้นเป็นอย่างไร
ประชาชนพอใจ หรือไม่พอใจ
เพียงแต่แกนนำพรรคเพื่อไทยแตะเข้าไปในบรรยากาศแห่งการประเมินผล “คสช.” ก็งัดเอามาตรา 116 มาเล่นงานแล้ว
ก็พอจะมองออกว่า “คสช.” กลัวอะไร
ไม่เพียงแต่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ จะมาตั้งข้อสังเกตในความล้มเหลวของ “การปฏิรูป” หากฟังเสียงจากหลายพรรคการเมืองก็เห็นไปในทางเดียวกันกับ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ
มิใช่พรรคเพื่อไทยเท่านั้น พรรคประชาธิปัตย์ก็เห็นด้วย
ยิ่งลงลึกไปภายในรายละเอียดของ “โพล” แต่ละสำนัก แม้กระทั่งสำนักที่แนบแน่นอยู่กับคสช.และรัฐบาลมาแต่แรกก็ตระหนักว่า ไม่พอใจมากกว่าจะพอใจ
ตรงนี้ยิ่งทำให้คำว่า “รัฐบาลเฉพาะกาล” ทรงความหมาย
บทสรุปตรงตัวอย่างที่สุดก็คือ 4 ปีของรัฐประหาร 4 ปีของคสช.ล้มเหลว ไม่สามารถสร้างผลงานอย่างเป็นชิ้นเป็นอันหรือสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้
ยิ่งเข้าใกล้ “วันเลือกตั้ง” ก็ยิ่งไม่มั่นใจ
เท่ากับว่าข้อเสนอว่าด้วย “รัฐบาลเฉพาะกาล” โดย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ กระแทกเข้าโดยตรงต่อรัฐประหาร ต่อคสช.และต่อรัฐบาล
นอกจากไม่มีผลงาน ยังไม่สร้างความไว้วางใจเป็นอย่างสูง
อย่างน้อยในความเห็นของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ คสช.ไม่ควรแบกรับภาระหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้ง ควรจะให้ “คนกลาง” อย่างแท้จริงมาแบกรับเรื่องนี้
จึงบังเกิดความหวั่นไหวไปทั่วทั้ง “คสช.”