ไม่ว่าความพยายามของ “กลุ่มสามมิตร” ที่จะต่อสายเข้าไปยัง “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” หรือ “นปช.” จะมีความต้องการอะไรซ่อนเร้นอยู่
เพื่อดึงมาเป็น “ฐาน” เพื่อสร้างภาพ “ปรองดอง”
แต่ก็ต้องยอมรับว่า ความพยายามนี้มีลักษณะ “สร้างสรรค์” และควรใช้ความสนใจเป็นอย่างสูงว่าจะสามารถดึง “นปช.” เข้ามาร่วมได้หรือไม่ อย่างไร
อย่างน้อยการตั้งเป้าเอาไว้ที่จำนวน 500 ก็น่าสนใจ
ยิ่งวาดหวังว่าจะสามารถเปิดอิมแพ็ค อารีนา เมืองทองธานี เป็นแหล่งนัดพบอย่างอึกทึกครึกโครมยิ่งไม่ควรกะพริบตาเลยแม้แต่น้อย
เพราะภาพแห่งการสลายสีเสื้อนับว่าสวยสด งดงาม
ต้องยอมรับว่าที่คสช.ทำรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ก็เพื่อมาสร้างความปรองดอง ลดปัญหา และความขัดแย้งที่สะสม หมักหมมมาอย่างยาวนาน
ยาวนานตั้งแต่ก่อนรัฐประหารเมื่อปี 2549
ความพยายามของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ผ่านรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2550 ไม่ประสบความสำเร็จ
หากสำเร็จคงไม่มีการเคลื่อนไหวอีกจนถึงขั้นยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบิน
แม้ดูคล้ายกับจะสำเร็จเมื่อโค่นพรรคพลังประชาชนลงไป และผลักดันให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นนายกรัฐมนตรีในเดือนธันวาคม 2551
แต่แล้วก็เกิดสถานการณ์เดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 ขึ้นมา
หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 มาถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2560 คสช.และรัฐบาลก็เริ่มปรองดองอย่างอึกทึกครึกโครม
ตั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ให้เป็นแม่งานใหญ่
ถือฤกษ์เบิกชัยในวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ 2560 ด้วยความหวังว่าทุกอย่างจะสำเร็จตามเป้าหมายในวันสงกรานต์ 13 เมษายน ปีเดียวกัน
แต่ล่วงมาถึง ณ วันนี้ก็ไม่สำเร็จ ได้มาเพียง “น้องเกี่ยวก้อย”
ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่ว่า พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท เลิกพูดเรื่องปรองดองอย่างสิ้นเชิง
เรื่องปรองดองจึงตกอยู่บนบ่าของ “กลุ่มสามมิตร”
เมื่อ “กลุ่มสามมิตร” เข้ามาแบกรับ หลายคนย่อมตั้งความหวังเพราะรู้อยู่เป็นอย่างดีว่าฐานใหญ่ของ “กลุ่มสามมิตร” คือพรรคพลังประชารัฐ คือ รัฐบาล คือ คสช.
ไม่ว่าจะมีเป้าหมายเพื่อ “การเมือง” เพื่อสะสมแต้ม
เอาเถิดขอให้เป็นจริงก็แล้วกัน หากสามารถระดม “นปช.” จากทั่วประเทศมาได้ไม่ต่ำกว่า 500 แล้ว เปิดประชุมร่วมหาแนวทางปรองดองกับ “กลุ่มสามมิตร”
ไม่ว่าที่ “เมืองทอง” ไม่ว่าที่ไหน ใครๆ ก็อยากเห็น อยากดู