มีข่าวเล็กๆ 2 ข่าวเกิดขึ้น 1 เป็นข่าวที่ทหาร ตำรวจกว่า 30 นายบุกเข้าปลดป้าย “จิตอาสาพลังชาติไทย” ที่นครศรีธรรมราช
1 เป็นข่าวการเดินสายของ “กลุ่มสามมิตร” ที่สระบุรี
ถามว่าข่าวนี้เกี่ยวข้องและยึดโยงอยู่กับประเด็นทางการเมืองหรือไม่ ตอบได้เลยว่าเกี่ยวข้องและยึดโยงอยู่กับประเด็นทางการเมือง
เพราะ “จิตอาสา” นั้นสัมพันธ์กับ “พรรคพลังชาติไทย”
ขณะเดียวกัน การเดินสายของ “กลุ่มสามมิตร” เป็นการเดินสายเพื่อพบปะกับผู้นำท้องถิ่นเพื่อเสาะหาตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ให้กับพรรคการเมืองที่ “กลุ่มสามมิตร” ไปสังกัด
ถามว่าแล้วจุดเด่นของ 2 ข่าวนี้เป็นอย่างไร
คำตอบเห็นอย่างเด่นชัดในกรณีของการปลดป้าย “จิตอาสาพลังชาติไทย” ที่นครศรีธรรมราช เจ้าหน้าที่ทหารในสังกัดกอ.รมน.ค่ายวชิราวุธ จังหวัดทหารบกนครศรีธรรมราชยืนยัน
ป้ายนี้สะท้อนถึง “การหาเสียง” ของพรรคพลังชาติไทย
ทางกอ.รมน.ได้เตือนแล้วว่าต้องปลดป้ายลง เมื่อสำนักงานสาขาพรรคพลังชาติไทยไม่ยอมปลดลงตามคำเตือนก็ต้องจัดการ
เป็นไปตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53/2560
กระนั้น เมื่อหันไปพิจารณาการเดินสายเพื่อหาคนลงสมัครรับเลือกตั้งของ “กลุ่มสามมิตร” กลับดำเนินไปด้วยความราบรื่น ไม่ปรากฏว่ามีทหารหรือตำรวจไปสกัดขัดขวาง
แม้ที่สระบุรีจะเป็นบ้านอันอบอุ่นของ “ทหารม้า” ก็ตาม
ต้องยอมรับว่า ไม่ว่าพรรคพลังชาติไทย ไม่ว่ากลุ่มสามมิตร ประกาศทิศทางและเป้าหมายทางการเมืองออกมาอย่างเด่นชัด
นั่นก็คือ สนับสนุนคสช.
นั่นก็คือ ต้องการใช้กลไกทางการเมืองผ่านกระบวนการการเลือกตั้งเพื่อสร้างฐานอำนาจให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป
เช่นนี้แหละ “กลุ่มสามมิตร” จึงเคลื่อนไหวได้อย่างสะดวกสบาย
กระนั้น คำถามก็คือ แล้วเหตุใดแขนขาของพรรคพลังชาติไทยจึงถูกสกัดขัดขวางเหมือนกับการขึ้นป้าย “จิตอาสาพลังชาติไทย” เป็นเรื่องเลวร้าย
จำเป็นต้องส่งกำลังกว่า 30 นายไปจัดการ
หากพฤติการณ์ก่อนหน้านี้มีวลีติดปากชาวเน็ตว่า “เรื่องนี้ต้องถึงครูอังคณา” กรณีของจังหวัดนครศรีธรรมราชก็มีความจำเป็นต้องถึง “คสช.”
เพราะเท่ากับสกัดขัดขวางพรรคพลังชาติไทย
ทำไมทหารและตำรวจที่นครศรีธรรมราช กับ ทหารและตำรวจที่สระบุรีจึงดำเนินมาตรการแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
ทำไม “สามมิตร” ฉลุย ทำไม “พลังชาติไทย” หมดแรง