ปฏิกิริยาอันมาจาก พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ต่อแนวโน้มที่จะมีคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับใหม่เพื่อไม่ปฏิบัติตามระบบไพรมารีโหวตที่ตราเอาไว้ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง
เป็นปฏิกิริยาที่ไม่ควรมองข้าม
เพราะไม่เพียงแต่เป็นปฏิกิริยาในฐานะของ “สนช.” หากแต่ยังเป็นสนช.ซึ่งอยู่ในฐานะเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง
มีส่วนอย่างสำคัญในการตรา “ไพรมารีโหวต” เข้าไป
เมื่อเห็นท่าทีจากที่ประชุมคสช.ร่วมกับรัฐบาลส่อแนวโน้มว่าจะใช้คณะกรรมการสรรหา 11 คน แทนที่จะเป็นไพรมารีโหวตตามที่บัญญัติเอาไว้
ก็ย่อมจะต้องหงุดหงิด ไม่พอใจเป็นธรรมดา
ความน่าสนใจอยู่ที่คำถามของ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ต่อคสช.และต่อรัฐบาลนั้นพุ่งเป้าไปที่ความสงสัยว่าเป็นปัญหาของพรรคการเมืองใด
เพราะพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่มีปัญหา
ยังไม่ทันที่ นายวิษณุ เครืองาม ในฐานะมือกฎหมายของคสช.และรัฐบาลจะให้คำตอบอย่างจริงจังก็มีคำไขอันมาจาก นายจาตุรนต์ ฉายแสง และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เป้าหมายเน้นไปยัง “พลังดูด” โดยตรง
การที่จะต้องมีคำสั่งหัวหน้าคสช.ออกมาก็เพื่อเปิดทางสะดวกให้กับพรรคพลังดูดสามารถดำเนินไปด้วยความราบรื่น
เพราะ “ไพรมารีโหวต” จะมาขวาง “พลังดูด”
เห็นหรือไม่ว่า ปัญหาและอุปสรรคอันเกิดขึ้นตลอด 2 รายทางไปยังโรดแม็ป “การเลือกตั้ง” มิได้มาจากปัจจัยอื่น หากแต่มาจากพวกเดียวกันทั้งนั้น
ถามว่าทำไมจึงมีคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53/2560
คำตอบก็เพราะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ต้องการให้มีการแก้ไขพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ในประเด็นอันเกี่ยวกับสมาชิกพรรค
อ้างว่าเพื่อความเสมอภาคระหว่างพรรคเก่ากับพรรคใหม่
ผลก็คือ มีคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53/2560 ออกมาอันเท่ากับเป็นการเซ็ตซีโร่พรรคการเมืองเก่าและเปิดทางสะดวกให้กับพรรคใหม่
นั่นก็คือ พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคประชาชนปฏิรูป
แต่แล้วก็จากคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53/2560 อีกนั่นแหละทำให้ระบบไพรมารีโหวตอาจจะกลายเป็นอุปสรรคและปัญหาให้กับ “พลังดูด”
จึงเกิดการหารือและหาหนทางออก
แทนที่จะใช้ไพรมารีโหวตตามที่พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 กำหนดกลับย้อนไปเอาวิธีการที่กรธ.ร่าง นั่นก็คือ ย้อนกลับไปเป็นแบบรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550
แล้วก็อุตส่าห์เรียกว่าเป็นการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งแล้ว