หากแรงดันให้ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม เสนอตัวเข้าเป็น “แคนดิเดต” 1 ในตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนใหม่มาจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จริง
ศึกครั้งนี้ในพรรคประชาธิปัตย์ก็ใหญ่หลวง
ลำพัง นายอลงกรณ์ พลบุตร อาจไม่หนักหนาสาหัส เพียงแค่ส่ง นายวัชระ เพชรทอง ออกมาตีปลาหน้าไซว่าเป็น “ตัวแทน” ของคสช.
“เดอะ จ้อน” จากเพชรบุรีก็ต้องงันชะงัก
เพราะว่าตำแหน่งที่มีอยู่ในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) รวมถึงในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) อันถือได้ว่าเป็น 1 ในแม่น้ำ 5 สายก็ต้องรับไปเต็มๆ
แต่กรณีของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม มาอย่างหนักแน่น จริงจัง
ตามข่าวที่เล็ดลอดและปลิวว่อนอยู่ในขณะนี้กรณีของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม น่าจะมี “กำลังภายใน” อย่างล้ำลึกทั้งจากภายในและภายนอกพรรคประชาธิปัตย์
หากถือว่า “พิษณุโลก” เป็นฐานทางการเมือง
กรณีของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ก็ต้องถือว่าหักคิวไปอย่างชนิดไม่สนใจอะไรเลย เพราะ นายจุติ ไกรฤกษ์ ซึ่งมาจากพิษณุโลกเหมือนกัน
แต่เทคะแนนให้กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
แต่ถ้ามองว่า มี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ดันมาจากข้างนอก ขณะที่ นายถาวร เสนเนียม รับลูกอยู่ภายในพรรค
สถานะของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ก็ไม่ธรรมดา
สถานการณ์ครั้งนี้ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ย้อนกลับไปยังบรรยากาศเหมือนกับเมื่อตอนทำประชามติจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในเดือนสิงหาคม 2559 อีกครั้งหนึ่ง
คราวนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่รับ
คราวนั้น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศรับ ขณะเดียวกัน ภายในพรรคประชาธิปัตย์ นายถาวร เสนเนียม ก็ออกมายืนแถวเดียวกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
ปรากฏว่า ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน “ประชามติ”
บรรยากาศการแบ่งขั้วทางการเมืองภายในพรรคประชาธิปัตย์จึงหวนกลับมาอีกครั้งหนึ่งในสถานการณ์ของการเลือกหัวหน้าพรรค
โดยมี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม เป็น “ตัวแทน”
การต่อสู้ครั้งนี้จึงมิได้หมายถึงการต่อสู้ระหว่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยมีตำแหน่งหัวหน้าพรรคเป็นเดิมพัน
ตรงกันข้าม กลับเป็นการสู้ระหว่าง 2 เจ้ายุทธจักร
1 คือ นายชวน หลีกภัย ที่ประกาศหนุน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 1 คือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งแนบแน่นเป็นอย่างยิ่งกับ นายถาวร เสนเนียม
ผลจะเป็นอย่างไร ระทึกในดวงหทัยอย่างยิ่ง