แนวต้าน คสช. มาจาก “รัฐประหาร” มาจาก “คสช.”
คล้ายกับว่าแนวคิดในเรื่องไม่เอารัฐประหาร ไม่เอาคสช. ไม่เอาเผด็จการ จะเป็นการคิดและผลักดันผ่านคนของพรรคเพื่อไทย คนของนปช.
อาจชวนให้คิดเช่นนั้น
เพราะว่ารัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป้าหมายคือการปะทะและโค่นล้มระหว่างคสช.กับพรรคเพื่อไทยและนปช.
เป็นไปได้ว่าพรรคเพื่อไทยและนปช.ย่อมต้องไม่พอใจ
กระนั้น หากดูจากข้อเสนอของ นายพิชัย รัตตกุล ประสานเข้ากับบทสรุปของ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ทั้ง 2 คนนี้ก็ไม่ใช่พรรคเพื่อไทยและไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของนปช.
ตรงนี้น่าขบคิด น่าพิจารณา
อย่าว่าแต่ นายพิชัย รัตตกุล อย่าว่าแต่ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล เลย ที่ประเมินและสรุปว่า การต่อสู้ทางการเมืองในห้วงแห่งการเลือกตั้งจะขมวดปมไปที่การจะเอาทหาร หรือไม่เอาทหาร
กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ก็มีการแปรเปลี่ยน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แม้จะเห็นแย้งในหลายประเด็นต่อข้อเสนอของ นายพิชัย รัตตกุล แต่ก็ยังมีความเห็น “ร่วม”
นั่นก็คือ ไม่เห็นด้วยกับนายกรัฐมนตรี “คนนอก”
ต่อประเด็นนี้แม้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะพ่วงการไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” แต่ก็เท่ากับว่าได้เข้าไปอยู่ในวังวนแห่งความขัดแย้ง
เป็นความขัดแย้งจากรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
ยิ่งโรดแม็ปการเลือกตั้งคืบคลานเข้ามาใกล้มากเพียงใด บทสรุปของพรรคเพื่อไทยและนปช.ที่อ้างตนเป็นฝ่ายประชาธิปไตยและต่อต้านเผด็จการ ต่อต้านรัฐประหาร
ก็ยิ่งกลายเป็นความรู้สึก “ร่วม” ในสังคม
อย่างน้อยเสียงของพรรคเพื่อไทย เสียงของนปช.คนเสื้อแดง ก็มีหลายพรรคและกลุ่มทางการเมืองขานรับด้วยความคึกคัก
1 ก็พรรคประชาชาติ และ 1 ก็พรรคอนาคตใหม่
2 พรรคนี้ประกาศหลักการอย่างเด่นชัดว่า 1 ไม่เห็นด้วยกับการสืบทอดอำนาจของคสช. 1 ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ 1 ต้องการล้มล้างผลพวงของรัฐประหาร
ทำให้แนวต้าน “คสช.” เริ่มก่อรูปขึ้นอย่างแข็งขัน
แท้จริงแล้ว การต่อต้านคสช. การต่อต้านรัฐประหาร มิได้เป็นเรื่องที่อยู่ๆ พรรคการเมืองใด กลุ่มการเมืองใดจะสามารถสร้างและสถาปนาขึ้นเองได้
1 ย่อมมาจากพฤติการณ์ของคสช.เอง
1 ย่อมมาจากความเป็นจริงที่ดำรงอยู่นับแต่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมาก่อรูปความรู้สึกและความคิดในสังคมอย่างไร
ประการหลังนั้นแหละที่ทรงความหมายเป็นอย่างสูงในทางการเมือง