ประกาศ คสช. “ปฏิรูป” ก่อน “เลือกตั้ง” ในทาง เป็นจริง
ทั้งๆ ที่มีการประกาศ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” และเป้าหมาย 1 ของการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง คือ การทำพรรคการเมืองให้เป็นของประชาชน
หนทาง 1 คือ การขยายบทบาทของ “สมาชิกพรรค”
เพราะหากว่าสมาชิกพรรคดำเนินไปอย่างกว้างขวาง สมาชิกพรรคนั่นแหละจะมีส่วนอย่างสำคัญในการควบคุมทิศทางของพรรค
หนทาง 1 คือ การระดมทุนจากฐานของสมาชิกและผู้สนับสนุน
เพราะหากพรรคการเมืองเปิดกว้างในเรื่องนี้และได้รับการสนับสนุนจากสังคมอย่างอบอุ่น หมายถึงโอกาสที่ทุนหรือคนมีเงินจะครอบงำพรรคก็น้อยลง
พรรคก็จะเป็นพรรคมวลชน เป็นของประชาชน
น่าแปลกอย่างยิ่งที่คำสั่งอันมีผลให้ระงับการระดมทุนของกกต.ที่มีต่อพรรคอนาคตใหม่สวนทางอย่างสิ้นเชิงกับความคิดในเรื่อง “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”
เพราะเท่ากับไประงับทิศทางของ “พรรคมวลชน”
อย่าได้แปลกใจ หากกกต.จะออกคำสั่งโดยอ้างอิงกับประกาศคสช.ฉบับที่ 57/2557 อันเป็นความต่อเนื่องจากรัฐประหาร
เป้าหมาย คือ ลดทอนบทบาทของพรรคการเมือง
ประกาศคสช.ฉบับนี้กล่าวสำหรับสถานการณ์หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 อาจจำเป็นและมีความเหมาะสม
แต่ในเดือนตุลาคม 2561 ก็ไม่แน่ว่าจะเหมาะสมอีกแล้ว
ต้องยอมรับว่าภายหลังจากประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญเมื่อเดือนเมษายน 2560 และการประกาศและบังคับใช้พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองเมื่อเดือนตุลาคม 2561
สภาพยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกักทางการเมืองก็ยังดำรงอยู่
ไม่เพียงแต่ดำรงอยู่เพราะประกาศคสช. ฉบับที่ 57/2557 และคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 หากแต่ยังมีคำสั่งหัวหน้าคสช. ฉบับที่ 53/2560
ออกมาเพื่อมิให้พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ได้ปฏิบัติอย่างเป็นจริง
เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีคำสั่งหัวหน้าคสช. ฉบับที่ 13/2561 ออกมาซ้ำอีก และยิ่งทำให้พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 บิดเบี้ยวไม่สมประกอบ
แทนที่จะ “ปฏิรูป” กลับยับยั้งพัฒนาการของ “พรรคการเมือง”
เหมือนกับคสช.จะยังมีความห่วงใยต่อปัญหาความสงบเรียบร้อยจึงไม่ยอมปลดล็อกให้กับพรรคการเมืองอย่างเต็มที่
แต่ถามว่า การระดมทุนจะกระทบต่อความสงบเรียบร้อยอย่างไร
ในเมื่อการระดมทุนหมายถึงการสร้างกิจกรรมร่วมระหว่างพรรคการเมืองกับประชาชน ในเมื่อนี่คือส่วนหนึ่งในการทำให้การเลือกตั้งอยู่ในมือของประชาชนอย่างแท้จริง
เว้นก็แต่ “คสช.” มองมุมต่างไปจากพรรคการเมืองเท่านั้น