ลีลา พลังดูด กับ คดีความ การเมือง ของ เหล่าคนดัง

 

 

กรณีของอดีตส.ส.ลูกกำนันคนดังแห่งจังหวัดกาญจนบุรีแถลงถึงเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องย้ายออกจากพรรคประชาธิปัตย์ไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ

เนื่องจาก “คดีความ” ของ “บิดา”

ไม่เพียงแต่ทำให้หลายคนบังเกิดนัยประหวัดไปยังกรณีของคดีกำนันคนดังแห่งชลบุรี หากแต่ยังเกิดนัยประหวัดไปยังคดีของนักการเมืองคนดังแห่งจังหวัดสระแก้ว

ส่งผลให้ นายเสนาะ เทียนทอง พูดไม่ออก บอกไม่ถูก

ยิ่งกว่านั้นยังโยงไปยังกรณีที่มีความพยายามดูดเอานักการเมืองดังแห่งจังหวัดนครปฐม นักการเมืองดังแห่งจังหวัดอุทัยธานี

ทั้งหมดล้วนเป็น “พลังดูด” อันเนื่องแต่ “คดีความ”

หากมองจากสภาพความเป็นจริงที่พรรคพลังประชารัฐมี นายอุตตม สาวนายน เป็นหัวหน้าพรรค มี นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นเลขาธิการพรรค

ก็ออกจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อ

ยิ่งหากมองไปยังสภาพความเป็นจริงที่พรรคพลังประชารัฐมี นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ เป็นรองหัวหน้าพรรค มี นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นโฆษกพรรค

ยิ่งเป็นเรื่องที่นึกไม่ถึงว่าจะเป็นไปได้

แต่จากการแถลงอย่างชัดถ้อยชัดคำจากจังหวัดกาญจนบุรี จากจังหวัดชลบุรี และจากจังหวัดสระแก้ว ก็เป็นไปเช่นนี้

นี่ย่อมเป็นกระบวนการสร้างพรรคในแบบ “ประชารัฐ”

ยิ่งเมื่อดูไปยังรายละเอียดการสะสมอดีตส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐก็มิได้หมายความว่าคนของพรรคเพื่อไทยจะเป็นเป้าหมายเพียงพรรคเดียว

ตรงกันข้าม หลายพรรคล้วนไม่หลบรอดไปจากการดูด

พรรคประชาธิปัตย์ประสบปัญหาอย่างหนักหน่วง ไม่เพียงแต่อดีตส.ส.ในกทม.จะถูกดูดไปคนแล้วคนเล่าพร้อมกับตำแหน่งทรงศักดิ์อัครฐาน

ไม่ว่าตำแหน่งบริหารในกทม. ไม่ว่าตำแหน่งในทำเนียบรัฐบาล

ยิ่งกว่านั้นในพื้นที่ระเบียบเศรษฐกิจภาคตะวันออกไม่ว่าชลบุรี ไม่ว่าฉะเชิงเทรา ไม่ว่าระยอง ล้วนถูกทาบทามอย่างชนิดหัวบันไดไม่แห้ง

เป็น “พลังดูด” อันมาจาก “ประชารัฐ”

การนำเอาแนวนโยบาย “ประชารัฐ” ประสานเข้ากับโครงการ “ไทยนิยม” มาเป็นชื่อพรรคก็ถือว่าโจ่งแจ้งอย่างยิ่งอยู่แล้ว แต่นี่ยังอาศัย “พลังดูด” เข้ามาอีก

ความแข็งแกร่งของพรรคพลังประชารัฐจึงถูกจับตามอง

จับตามองว่าการแอบอิงโครงการของรัฐจะสัมพันธ์กับเงินงบประมาณมากน้อยเพียงใดและดำเนินไปอย่างไร

ประการหลังนี้จะเข้มข้นยิ่งเมื่อเข้าสู่ “การเลือกตั้ง”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน