คอลัมน์ วิเคราะห์การเมือง
เจตจำนงที่มีการประกาศ “พื้นที่ควบคุมพิเศษ” ตามอำนาจอันได้มาจาก “มาตรา 44” และคำสั่งหัวหน้าคสช.ต่อวัดพระธรรมกายและบริเวณโดยรอบคืออะไร
คือ การ “แช่แข็ง” พื้นที่
ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นในวัดซึ่งมีจำนวนมากกว่า 2,000 ไร่
และที่สำคัญก็คือ บริเวณโดยรอบวัด
ที่ว่าสำคัญก็คือ บริเวณโดยรอบวัดนั่นแหละจะชี้ขาดอนาคตของวัดพระธรรมกายว่าจะดำรงคงอยู่ได้อย่างมั่นคงหรืออ่อนแอปวกเปียก
หากตัดขาด “วัด” ออกจาก “มวลชน”
ทั้งหมดนี้ดำเนินไปตามหลักการปิดป่า ตัดให้กองกำลังที่อยู่ในป่าแยกออกจากประชาชนที่อยู่ในหมู่บ้านไม่ให้เข้าไปหนุนช่วยกันได้เหมือนกับเป็นในยามปกติ
นั่นก็คือ การแยก “ปลา” ออกจาก “น้ำ”
ตามหลักสงครามจรยุทธ์อันเก็บรับบทเรียนมาจาก เหมา เจ๋อ ตง ทหารกับประชาชนมีความสัมพันธ์กันเหมือนปลากับน้ำ เลือดกับเนื้อ
ปลาต้องพึ่งพิงน้ำ เลือดต้องแอบอิงอยู่กับเนื้อ
หากปลาไม่มีน้ำก็ยากเป็นอย่างยิ่งที่ปลาจะสามารถดำรงคงอยู่ได้ เช่นเดียวกับเลือดคือเส้นแห่งชีวิตที่จะสร้างความคึกคักให้กับเนื้อ
การประกาศ “พื้นที่ควบคุมพิเศษ” ก็เพื่อต้องการเข้าบริหารจัดการ
ด้าน 1 โดดเดี่ยววัดพระธรรมกายให้ดำรงอยู่โด่เด่ อีกด้าน 1 แยกมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่อาศัยอยู่โดยรอบวัดมิให้เข้าไปเกี่ยวข้องและสัมพันธ์ ทำให้การดำรงอยู่ของวัดเพิ่มอุปสรรคและความยากลำบากมากยิ่งขึ้น
หากวัดขาดการหนุนช่วยจากอุบาสก อุบาสิกา ก็ไปไม่เป็น
ถามว่ากลยุทธ์ในการแยก “ปลา” ออกจากน้ำผ่านกระบวนการ “พื้นที่ควบคุมพิเศษ” ประสบผลอย่างไรในทางเป็นจริง
คำตอบ 1 สามารถทำได้ แต่ไม่เบ็ดเสร็จ
ที่ว่าไม่เบ็ดเสร็จเพราะว่า ปรากฏว่ามีทั้งพระ สามเณร และมวลชนจำนวนหลายพันคนไปรวมตัวกันอยู่ในพื้นที่นอกวัด ดำเนินการเคลื่อนไหว
คำตอบ 1 เกิดผลข้างเคียงที่ไม่แน่ว่าจะเป็นผลดี
เพราะว่าการควบคุมพื้นที่อย่างเข้มงวดสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั้งที่ชมชอบวัดและรู้สึกเฉยๆ กับวัด
เสียงตำหนิจึงประดังเข้าใส่ “ดีเอสไอ” อย่างพร้อมเพรียงกัน
ผลที่เห็นนับจากสถานการณ์เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ เรื่อยมากระทั่งถึงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ คือ
ยังไม่สามารถแยก “วัด” ออกจากชุมชนได้อย่างแท้จริง ความเกี่ยวข้องและหนุนช่วยกันระหว่าง 2 ส่วนนี้ยังดำรงอยู่ ทั้งในด้านเสบียงอาหารและในทางการเมือง
ทั้งยังมีผลสะท้อนออกไปในวงกว้างซึ่งไม่น่าจะเป็นผลดีอีกด้วย