คอลัมน์ วิเคราะห์การเมือง
ที่มีคำถามว่า เหตุใดทั้งๆ ที่เป็น “รัฏฐาธิปัตย์” ทั้งๆ ที่มีอำนาจโดย “มาตรา 44” อยู่ในมือจึงไม่สามารถจัดการกับพระธัมมชโยและวัดพระธรรมกายได้
สำคัญ
สำคัญเพราะว่าความเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” นั้นเท่ากับยึดกุมอำนาจภายในกลไกของรัฐเอาไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จและเด็ดขาด
ยิ่งกว่านั้น ยังมี “มาตรา 44”
เป็นที่รับรู้ตั้งแต่ประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ภายหลังรัฐประหารแล้วว่า
การมีอยู่ของ “มาตรา 44” เป็นการนำเอามาจาก “มาตรา 17”
มาตรา 17 อันเคยบัญญัติไว้ในยุคของธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักร พ.ศ.2502 ภายหลังรัฐประหารเมื่อเดือนตุลาคม 2501 อันส่งผลให้ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ครองอำนาจสูงสุด
แล้วเหตุใดจึงยังจัดการกับ “วัดพระธรรมกาย” ไม่ได้
คำถามลักษณะนี้ไม่ได้มาจากฝ่ายตรงกันข้ามกับคสช.หรือรัฐบาล ตรงกันข้าม มาจากพวกเดียวกัน พวกที่เคยออกมาเคลื่อนไหวก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
พวกที่เคยเห็นด้วยกับรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549
เพราะพวกเขามีบทสรุปไปในแนวทางเดียวกันว่า วัดพระธรรมกายมีความสัมพันธ์กับกลุ่มทางการเมืองที่เคยครองอำนาจจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคม 2544 และต่อเนื่องมายังการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2548
เป็นพวกที่พวกเขาต้องการโค่นล้มและทำลายให้สิ้นซาก
ความเชื่อและการโฆษณาในลักษณะให้มองเห็นว่าวัดพระธรรมกายเป็นพวกเดียวกันกับกลุ่มอำนาจทางการเมืองเก่า จึงสร้างความชอบธรรมให้นำเอา “มาตรา 44” มาเป็นเครื่องมือ ใช้กำลังมากกว่า 3,000 นาย ทั้งดีเอสไอ ตำรวจ ทหารและฝ่ายปกครองเข้ามาจัดการ
แต่แล้วกลับทำอะไรไม่ได้ พระธัมมชโย ก็ยังลอยนวลอยู่
ความสำคัญจากคำถามและความสงสัยอยู่ที่ความไม่แน่ใจใน “อำนาจ” อันคสช.และรัฐบาลมีอยู่ว่าเป็นจริงมากน้อยเพียงใด
เป็นจริงเหตุใดจึงจับ พระธัมมชโย ไม่ได้
เป็นจริงเหตุใดจึงต้องยินยอมให้พระภิกษุและคณะศิษยานุศิษย์เดินพนมมือถือดอกบัวหลั่งไหลกันเข้าไปภายในวัดพระธรรมกาย
จากนั้น มีแนวโน้มว่าจะลดกำลังทั้งตำรวจและทหาร
แสดงว่าการสะสมคดีความต่อวัดพระธรรมกายมากกว่า 300 คดี ไม่มีความหมาย แสดงว่าปฏิบัติการอันเข้มข้นตลอด 20 กว่าวันมีผลอย่างเดียวคือการถอดถอนสมณศักดิ์
คำถามนี้เองนำไปสู่การตั้งข้อสงสัยว่าเป็น “มวยล้มต้มคนดู”
กระแสเสียงทางโลกออนไลน์ดูเหมือนจะถล่มเข้าใส่สถานะของกรมสอบสวนคดีพิเศษอย่างหนักหน่วง
หนักหน่วงถึงกับเรียกร้องให้มีการปลดย้ายนำเอาคนใหม่ที่เข้มแข็งเข้ามา หนักหน่วงถึงกับน่าเป็นห่วงว่าหากลามปามออกไป ก็ไม่น่าจะจำกัดแค่เพียงกรมสอบสวนคดีพิเศษเท่านั้น
หากแต่อาจสะเทือนไปยังสถานะและเกียรติภูมิของ “คสช.” ได้