คอลัมน์ วิเคราะห์การเมือง
แล้วประเด็นการซื้อขายหุ้นใน “ตลาดหลักทรัพย์” ของวัดพระธรรมกายก็นำไปสู่การ “แตก” “การสอบสวน” อย่างมีนัยสำคัญ
นี่เป็นท่าทีล่าสุดจาก “คณะพนักงานสอบสวน”
คณะพนักงานสอบสวนอันประกอบส่วนขึ้นจาก 1 กรมสอบสวนคดีพิเศษ 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ 1 สำนักงานอัยการสูงสุด
จากที่ประชุมร่วม ณ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 1
“มีความชัดเจนว่า พระเผด็จ ทัตตชีโว นำเงินออกจากบัญชีของวัดไปซื้อหุ้น” เป็นการยืนยันจาก 1 ในคณะพนักงานสอบสวนอันประกอบส่วนขึ้นโดย “ดีเอสไอ”
เท่ากับเน้นย้ำในเรื่อง “คดีฟอกเงิน” อย่างเด่นชัด
เพราะเมื่อมีการนำเงินของวัดพระธรรมกายไปซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นั่นเท่ากับเป็นการเคลื่อนไหวของเงินอย่างมีนัยสำคัญ
ความหมายย่อมหมายความถึง “เงิน” อันได้จาก “การบริจาค”
เพียงเห็นรายละเอียดจาก “แถลง” โดยเจ้าหน้าที่ในสังกัด “คณะพนักงานสอบสวน” คดีวัดพระธรรมกายย่อมก่อให้เกิดอาการตะลึง
เป็นไปได้หรือ
เพราะหากเป็นไปได้เหตุใด “คณะพนักงานสอบสวน” ปล่อยให้เรื่องนี้ต่อเนื่องมาตั้งแต่มีการตั้งข้อกล่าวหาเมื่อเดือนพฤษภาคม 2559
นี่ย่อมเป็น “ข้อมูล” อันถือได้ว่าเป็น “หมัดเด็ด”
เพราะไม่เพียงแต่ยืนยันว่า วัดพระธรรมกาย ได้มีธุรกรรมทางการเงินผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เท่านั้น หาก พระเผด็จ ทัตตชีโว ยังอยู่ในฐานะเป็นรองเจ้าอาวาสและเคยได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายอีกด้วย
จึงอยู่ในฐานะเป็น “เจ้าหน้าที่รัฐ” ที่จะต้องควบคุมอย่างเข้มงวด
พลันที่มีการตั้งข้อสังเกตและมีการนำเสนอ “ข่าว” ผ่านบางสำนักข่าวทั้งในสื่อหนังสือพิมพ์และสื่อโทรทัศน์อย่างอึกทึกครึกโครม
มีการเคลื่อนไหวเล็กๆ จากวัดพระธรรมกาย
สำนักงานสื่อสารองค์กรได้ออกคำชี้แจงสั้นๆ ว่า กรณีมีข่าวอ้างว่า เงินบริจาควัดพระธรรมกายนับพันล้านบาทถูกนำไปซื้อขายหุ้นในบริษัทหรือให้บุคคลต่างๆ เล่นหุ้นนั้น วัดพระธรรมกายขอชี้แจงว่า
“ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่ประการใด”
มองจากมุมของ “คณะพนักงานสอบสวน” คำชี้แจงอันมาจากวัดพระธรรมกายอาจดำเนินไปในลักษณะแก้เกี้ยว และเป็นเรื่องอันต้องเกิดขึ้นอยู่แล้วเพราะวัดพระธรรมกายคงไม่ยอมรับ
ประเด็นจึงอยู่ที่จะต้องพิสูจน์ทราบอย่างให้เห็นเป็น “รูปธรรม”
จากนี้คดีความอันเกี่ยวกับ พระไพบูลย์ สุทธิผล และวัดพระธรรมกาย ได้พัฒนามาถึงจุดอันแหลมคมยิ่ง
เป็นความแหลมคมที่ “คณะพนักงานสอบสวน” แตกแนวทางออกไปยังการเคลื่อนไหวในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปมเงื่อนจึงอยู่ที่ “หลักฐาน” ว่าจะแน่นหนามากน้อยเพียงใด
“หลักฐาน” นั่นแหละจะเป็น “หมัดน็อก” อย่างทรงพลานุภาพ