วิเคราะห์การเมือง
มีสัญญาณอย่างน้อยก็ 3 สัญญาณในทางการเมืองอันบ่งชี้ออกมาอย่างอึกทึกครึกโครม ว่าวันเวลาของการเลือกตั้งไม่น่าจะอยู่ยาวไกล
สัญญาณ 1 มาจาก “สนช.”
นั่นก็เห็นได้จากการผ่านร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง นั่นก็เห็นได้จากการผ่านร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง
แม้จะเสมอเป็นเพียงวาระแรก แต่ก็ไม่น่าจะเกิน 60 วัน
สัญญาณ 1 มาจากการเคลื่อนไหวของนักการเมือง เห็นได้จาก คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เห็นได้จาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เห็นได้จาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล เห็นได้จาก นายวราวุธ ศิลปอาชา เปี่ยมด้วยความพร้อม
สัญญาณ 1 ส่งซ้ำมาจาก นายมีชัย ฤชุพันธุ์
หากติดตามบทบาทของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อย่างประสานกับบทบาทของ นายวิษณุ เครืองาม จะตระหนักได้ในความเป็น “มวยหลัก”
2 คนนี้การ์ดรัดกุมด้วยกระบวนท่าของ “นักกฎหมาย”
ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน อันเป็นวันประกาศและบังคับใช้ “รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560” มาแล้ว เราจะประจักษ์ในความระมัดระวังเป็นอย่างสูง
ไม่พูดอะไรล่วงหน้า ไม่ให้คำตอบอะไรที่เลื่อนลอย
นายวิษณุ เครืองาม อาจยืนตาม “โรดแม็ป” ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ 1 กระตือรือร้นในการร่างและส่งมอบกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกัน ก็ออกมายืนยันอย่างเฉียบขาด
“เลือกตั้งไม่น่าจะเกินปลายปี 2561”
ตรงจุดนี้ทำให้ความพยายามจากบางส่วนบางฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดา “คุณห้อยคุณโหน” ที่อยากดึงเวลาอยู่ในตำแหน่งทางการเมืองให้ยาวนานที่สุด
อาจกลายเป็น “หมัน” และไม่ประสบผลสำเร็จ
เห็นได้จากการโยนหินถามทางผ่าน “โหร” สำนักสุขิโต อิงอยู่กับคำทำนายอันกำกวมจากมหาฤๅษีเกวาลันแห่งเทือกเขาหิมาลัย
ที่ยืนยันว่า การเลือกตั้งน่าจะเป็นปี 2562
ถึง “คุณห้อยคุณโหน” จะเรียกร้องต้องการสักเพียงใด เวลาระหว่างปลายปี 2561 กับต้นปี 2562 ก็ไม่น่าจะห่างกันมากนัก
เรื่องอย่างนี้ “นักการเมือง” เข้าใจ และยอมรับได้
เป็นอันแน่ชัดมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับว่า การพยายามยื้อ “การเลือกตั้ง” อาจทำได้ แต่ไม่น่าจะเกินต้นปี 2562
ปัจจัยสำคัญก็คือ ยิ่งยื้อคนที่เหน็ดเหนื่อยมิใช่ “นักการเมือง” หากแต่น่าจะเป็น “คสช.” ซึ่งอยู่ในฐานะเป็น “รัฐบาล” มากกว่า
ตัวเร่งอย่างสำคัญมิใช่ “การเมือง” หากแต่เป็น “เศรษฐกิจ”