ต้องยอมรับว่า มีเรื่องหลายเรื่องที่ไม่สามารถเอา “โวหาร” มาปรุงแต่งและสร้างหรือถือเป็นผลงานและความสำเร็จได้
แม้จะเป็น “นักการตลาด” ระดับ “คอตเลอร์”
แม้จะเจนจบในกลยุทธ์ทาง “การตลาด” หรือ “การประชาสัมพันธ์” อย่างยอดเยี่ยมในระดับดุษฎีบัณฑิตมาจากต่างประเทศ
อย่างเช่นบอกว่ามีการปราบ “คอร์รัปชั่น” อย่างจริงจัง
แต่พลันที่ละเลยในเรื่อง “อุทยานราชภักดิ์” หรือการไม่เอาใจใส่สร้างความกระจ่างในเรื่อง “ฝายแม่ผ่องพรรณพัฒนา”
“โวหาร” ที่ออกมาก็แทบไม่มี “ความหมาย”
คนที่เรียนมาทาง “สื่อสารมวลชน” จึงแยกแยะข่าวสารออกเป็น 2 แนวทางเด่นชัด 1 เป็นข่าวการตลาด ข่าวพีอาร์ และ 1 คือ ข่าวจริง
นับแต่หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา มีการโฆษณาในเรื่อง “คสช. เท่ากับ คืนความสุข” กระทั่งเปิดเพลงนี้กรอกหูทั้งเช้า ทั้งเย็น
การแต่งตั้ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล มาคุม “เศรษฐกิจ” ถือเป็น “ความหวัง”
ทาง 1 มีการออกข่าวโจมตีความล้มเหลวของรัฐบาลก่อนอย่างสาดเสียเทเสีย พร้อมกับนำเอาคนเหล่านั้นมาตรวจสอบโดย ป.ป.ช.และคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้น
ลงเอยด้วยการถอดถอน คนแล้วคนเล่า
ขณะเดียวกัน ทาง 1 ก็รื้อเอาโครงการหรือกระบวนการในแบบเดียวกันมาแต่งเนื้อแต่งตัวใหม่ จำนำข้าวก็เรียกใหม่ว่าจำนำยุ้งฉาง โครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำก็แยกย่อยซอยออกไป
ชาวบ้านก็รอผลว่าจะออกมาอย่างไร
ยังไม่ทันที่ผลจะปรากฏอย่างเด่นชัด ในเดือนสิงหาคม 2558 ทีมงานเศรษฐกิจส่วนหนึ่งที่นำโดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ก็ถูกปลดออกจากตำแหน่ง
แล้วนำเอาทีมของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เข้ามาแทนที่
ทีมเศรษฐกิจชุดนี้คึกคักอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่นำเอาโครงการเดิมในยุคพรรคไทยรักไทยมาปัดฝุ่น และดำเนินการแล้วเรียกใหม่ว่าเป็น “ประชารัฐ”
แต่พลันที่มีการเปรียบเปรยว่า “ทักษิณคิด คสช.ทำ”
ที่คุยกันว่า เรามาถูกทางแล้ว เศรษฐกิจฟื้นแล้ว ใกล้เข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 เป็นลำดับก็ถูกมองอย่างแปลกแปร่ง
แปลกแปร่งตั้งแต่ “สมคิด” มาแทน “ปรีดิยาธร” แล้ว
ข้อดีของทีมเศรษฐกิจจากชุดของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล กับชุดของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คืออะไร
คือการทำให้กระสวนการข่าวในแบบข่าวการตลาด ข่าวประชาสัมพันธ์ กับ ข่าวและความเป็นจริงแยกออกจากกันอย่างเด่นชัด
รู้ว่าอะไรเป็นของจริง รู้ว่าอะไรเป็นของปลอม