คอลัมน์ วิเคราะห์การเมือง
อารมณ์อยาก “ยิงเป้าสื่อ” อันออกมาจากปาก พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร สปท.จากกองทัพ จากทหารเป็นอารมณ์ที่สามารถเข้าใจได้
เป็นความหลังแต่ครั้งเป็น “แม่ทัพภาคที่ 2”
โดยเฉพาะในห้วงที่ความขัดแย้งในประเด็นอันเกี่ยวกับปราสาทเขาพระวิหารมีความแหลมคม ตั้งแต่ยุครัฐบาลพรรคพลังประชาชนต่อเนื่องมายังรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
ตั้งแต่ นายนพดล ปัทมะ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ
กระทั่ง นายกษิต ภิรมย์ เข้าดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ
ความคับแค้นใจอาจมาจากฝ่ายการเมืองในระดับที่แน่นอนหนึ่ง กระนั้น ความคับแค้นใจจริงๆ ก็มาจาก “สื่อ” ที่อยู่ตรงกันข้ามกับ พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน อย่างเป็นด้านหลัก
นั่นแหละทำให้เกิดอารมณ์อยาก “ยิงเป้าสื่อ”
ในความเข้าใจต่ออารมณ์อันสะท้อนจิตใต้สำนึกของ พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร อันมีต่อ “สื่อ” ก็มิได้หมายความว่าจะเห็นคล้อยตามไปด้วย
ชั่วดี ถี่ห่าง ในมือสื่อก็มีแต่ “ปากกา”
ในยุคหลังอาจพัฒนามาเป็นพิมพ์ดีดธรรมดา เป็นพิมพ์ดีดไฟฟ้า และปัจจุบันอยู่ในยุคการกดลงไปแป้นคีย์บอร์ดของคอมพิวเตอร์
สิ่งเหล่านี้ก็เป็นดั่ง “ปากกา” เป็นดัง “ความคิด”
สื่อไม่ว่า “ยุคอะนาล็อก” ไม่ว่าจะเหยียบบาทก้าวเข้าไปสู่ “ยุคดิจิตอล” ก็มิได้มีอาวุธอื่นใดนอกเสียจากอาวุธอย่างที่ นโปเลียน โบนาปาร์ต สรุป
นั่นคือ อาวุธปากกา นั่นคือ อาวุธทางความคิด
นับแต่หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา ก็ใช่ว่าสื่อจะกลายเป็นปรปักษ์อย่างชนิดเดินหน้าชนกับคสช.หรือรัฐบาลแบบไม่ยอมเผาผีกัน
ตรงกันข้าม สื่อมากด้วยความพับเพียบ เรียบร้อย
แม้บรรยากาศกำกับและควบคุมจากคสช. จะส่งผลสะเทือนให้ความฝันที่เคยพวยพุ่งผ่านทีวีดิจิตอลจะดับวูบและต้องแบกภาระกันจนหลังแอ่น
แต่สื่อไม่ว่าไทยรัฐ ไม่ว่าเดอะ เนชั่น ต่างอดทน
ต่อเมื่อสปท.นำเอาร่างพ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนออกมานั้นหรอก จึงเริ่มมีสิ่งที่เรียกว่า “ปฏิกิริยา”
เพราะนี่มิใช่คุ้มครอง หากแต่เป็น “การควบคุม”
จากความต้องการ “ควบคุม” กำลังไปไกลถึงกับหลุดคำว่าอยากจับสื่อมา “ยิงเป้า” จึงมีความเด่นชัดอย่างยิ่ง ในเจตจำนงและความต้องการอันซ่อนแฝงอยู่เบื้องหลังความพยายามที่จะ “คุ้มครอง” ความพยายามที่จะ “ส่งเสริม”
ยิ้มเห็นแก้ม แย้มเห็นไรฟันทะลุโล่งตลอดแนว
อย่าได้แปลกใจเลยหากองค์การสื่อจะจัดตั้งกันเป็น “กองทัพ” ขึ้นมาเพื่อแสดง “ปฏิกิริยา”