คอลัมน์ วิเคราะห์การเมือง
ยิ่งใกล้วันที่ 22 พฤษภาคม มากเพียงใด ยิ่งทำให้คสช.จำเป็นต้องออกมา “กระชับพื้นที่” ในทางการเมืองมากเพียงนั้น
เพราะนั่นเป็นวาระ 3 ปีจากเดือนพฤษภาคม 2557
เมื่อครบ 3 ปีของรัฐประหารจึงไม่เพียงแต่คสช.เท่านั้นที่จะต้องทบทวน สรุปและแสดงผลงานความสำเร็จออกมา
หาก “กปปส.” ซึ่งมีบทบาท “นำร่อง” ก็ไม่ละเว้น
การทยอยกันเดินทางหวนคืนสู่พรรคประชาธิปัตย์ของบรรดาแกนนำ “กปปส.” จึงเป็นส่วนหนึ่งแห่งเงาสะท้อนของความสำเร็จจากการเคลื่อนไหวก่อนนำไปสู่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
เท่ากับคำขวัญ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ได้มาถึงจุดสำคัญ
1 รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ก็ประกาศและบังคับใช้แล้วในทางเป็นจริง ขณะเดียวกัน 1 เท่ากับวันเวลาแห่งการเลือกตั้งอยู่อีกไม่ไกล
ทั้งหมด คือ การตระเตรียมสู่ “การเลือกตั้ง”
เหมือนกับว่าผลงานและความสำเร็จจะเป็นของ 1 คสช.และรัฐบาล ขณะเดียวกัน 1 กปปส.ซึ่งมีส่วนในการปูทางและสร้างเงื่อนไขให้ก่อนเดือนพฤษภาคม 2557
ขณะที่พรรคเพื่อไทยและนปช.คือ “เหยื่อ” ของสถานการณ์
ไม่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ว่า นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ไม่ว่า พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต ไม่ว่า นายประชา ประสพดี เป็นต้น
ล้วนถูก “ถอดถอน” และมี “คดีความ” ติดตัว
คนเหล่านี้ถูกตัดสิทธิ์และจำเป็นต้อง “เว้นวรรค” ทางการเมืองเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี ไม่สามารถมีตำแหน่งหรือลงเลือกตั้งได้
เท่ากับตัดมือ ตัดตีน พรรคเพื่อไทย และนปช.
ทั้งๆ ที่พรรคเพื่อไทยและนปช.ตกอยู่ในสถานะจำเลยทางสังคม นับแต่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา และอาจต่อเนื่องยาวนานจนถึงเลือกตั้งในปลายปี 2561
แต่ความหวั่นไหวต่อพรรคเพื่อไทยและนปช.ก็ยังดำรงอยู่
บทสรุปจากคำปราศรัยของนายกรัฐมนตรีที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ที่ว่า อย่าให้การเลือกตั้งเป็นเหมือนเดิม
คือ สัญญาณแห่งความหวั่นไหว หวาดกลัว
เพราะนี่เป็นประโยคเดียวกันกับ ผบ.ทบ.เคยพูดออกมาเมื่อเดือนมิถุนายน ก่อนการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2554 เพียงไม่กี่วัน
และผลของการเลือกตั้งคือพรรคเพื่อไทยได้รับเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย
คำถามก็คือ หากคสช.มากด้วยความสำเร็จ เหตุใดจะหวาดกลัวพรรคเพื่อไทยในกระบวนการเลือกตั้ง
เว้นก็แต่คสช.ตกอยู่ในสภาพเดียวกันกับพรรคประชาธิปัตย์ในกระบวนการเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 เท่านั้นเอง
จริงๆ แล้วคสช.เป็นเหมือนกับพรรคประชาธิปัตย์อย่างนั้นหรือ