คอลัมน์ วิเคราะห์กรเมือง
ทั้งๆ ที่ในวาระครบรอบปีที่ 3 ของรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 น่าจะเป็นวาระแห่งการเฉลิมฉลอง แสดงความยินดี ชื่นชมกับความสำเร็จ
เหตุใด “บรรยากาศ” จึงไม่เป็นไปเช่นนั้น
ความรู้สึกอันดังมาจากพรรคเพื่อไทย หรือดังมาจากนปช.คนเสื้อแดง สามารถคาดเดาได้ว่าอยู่ตรงกันข้ามกับคสช.และตรงกันข้ามกับรัฐบาลแน่นอน
ถึง นายวันชัย สอนศิริ ไม่ออกมาบอก ชาวบ้านก็รู้
เพราะว่ารัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 พรรคเพื่อไทยคือเหยื่อในทางการเมือง เช่นเดียวกับนปช.คนเสื้อแดง
แต่ที่ดังมาจากพรรคประชาธิปัตย์ หรือจากแกนนำกปปส.นี่ซิแปลก
แปลกเพราะว่าเป็นเสียงที่ไม่ได้มาจากความชื่นชมยินดี ตรงกันข้าม กลับเป็นเสียงซึ่งสะท้อนความผิดหวัง
เท่ากับเป็นการกล่าวโทษต่อรัฐประหารเมื่อ 3 ปีก่อน
ไม่ว่าจะเป็นบทสรุปอันมาจาก นายถวิล ไพรสณฑ์ ซึ่งอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นบทสรุปอันมาจาก นายถาวร เสนเนียม ซึ่งถือว่าเป็นมือขวาของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
ฟังแล้วเป็นไปในทางไม่ชมชอบ
นายถาวร เสนเนียม อาจหงุดหงิดตรงที่พวกพ้องในการเคลื่อนไหวบางคนถูกตั้งข้อหาเป็นกบฏ แต่ นายถวิล ไพรสณฑ์ วิพากษ์อย่างตรงกับประเด็นปัญหา
ฟันธงว่า มีแต่ “รวบอำนาจ” ไม่มี “กระจาย” อำนาจ
และอำนาจนั้นอยู่ในมือของ “ข้าราชการ” ขณะเดียวกัน อำนาจของ “ประชาชน” กลับลดน้อยถอยลงอย่างเห็นได้ชัด
ส่งผลให้การตรวจสอบในเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นปัญหา
วาระครบรอบปีที่ 3 ของรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 จึงแทนที่คสช.และรัฐบาลจะหน้าบานจากเสียงแห่งความชื่นชม
กลับกึกก้องไปด้วย “ก้อนอิฐ” มากกว่า “ดอกไม้”
ความหงุดหงิดจึงสำแดงออกและก็ลงความเห็นว่าเป็นขบวนการบิดเบือนและดิสเครดิตคสช.และรัฐบาลอย่างเป็นกระบวนการ
ทั้งๆ ที่มาจากพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งๆ ที่มาจากกปปส.
และเป็นไปได้ว่ายิ่งการเลือกตั้งเคลื่อนเข้ามาใกล้มากเพียงใด เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อคสช.และต่อรัฐบาลจะยิ่งกระหึ่ม
เพราะเข้าสู่กระบวนการหาเสียงเพื่อสร้างคะแนนนิยม
เส้นทางข้างหน้าของคสช.จึงมิได้เป็นเส้นทางที่ราบรื่นเหมือนกับ 2 ปีแรกของการรัฐประหาร ยึดอำนาจ
ยิ่งเมื่อมีการประกาศและบังคับใช้ “รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560” ยิ่งทำให้ “การเลือกตั้ง” ร่นเข้ามารวดเร็วมากยิ่งขึ้น และเท่ากับทำให้คสช.และรัฐบาลต้องนับถอยหลัง
วันเวลาแห่งการลงจาก “อำนาจ” ใกล้เข้ามาเป็นลำดับ