คอลัมน์ วิเคราะห์การเมือง
ไม่มีอะไรที่จะเป็นเครื่องมือ ปราบเซียน ทางการเมืองได้เท่ากับ โรดแม็ป อันมาจากพิมพ์เขียวทางการเมืองของคสช.หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
เพราะแรกทีเดียวกำหนดให้ปี 2559
อย่างที่รับรู้กันผ่านคำประกาศ ปฏิญญาโตเกียว ต่อหน้า นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แต่แล้วก็ต้องเลื่อน
กลายมาเป็น ปฏิญญานิวยอร์ก กำหนดที่ปี 2560
ในที่สุด สถานการณ์ก็ให้คำตอบอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่า ปฏิญญาโตเกียว ไม่ว่า ปฏิญญานิวยอร์ก ล้วนมีอันต้องเป็นไป
เพราะกลายมาเป็นเลือกตั้งภายในปี 2561
อาจเป็นเพราะบทเรียนจาก ปฏิญญาโตเกียว ประสานเข้ากับ ปฏิญญานิวยอร์ก ความไม่แน่นอนจึงกลายมาเป็นองค์ประกอบหนึ่ง
ไม่สามารถตอบได้ว่าต้นปี กลางปี หรือปลายปี
แต่แล้วเมื่อประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญในเดือนเมษายน 2560 ทุกคนจึงมีบทสรุปตรงกันว่า น่าจะเป็นปลายปี 2561 มากกว่า
เพราะจากเมษายนครบ 8 เดือนก็ตุลาคม 2561
อย่างไรก็ตาม เมื่อประสบเข้ากับกระบวนการร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนับแต่เดือนเมษายน 2560 เป็นต้นมา หลายฝ่ายก็เริ่มไม่แน่ใจ
เพราะเห็นอาการโยกโย้ระหว่างกรธ.กับสนช.
จากความขัดแย้งกรธ. และสนช.ในการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมทำกฎหมายลูกดูแล้วมันเป็นละครเหมือนลิเกเอาดาบไม้มาเสียบรักแร้กัน ไม่ได้แทงกันจริง
ทำให้โรดแม็ปที่ว่าภายในปี 2561 เลิกคิดได้เลย
นั่นเท่ากับ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ฟันธงว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการเลือกตั้งในปี 2561
นั่นเท่ากับจะยืดเวลาออกไปเป็นปี 2562
ความเชื่อนี้แม้ว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จะออกมายืนยันว่าจะเดินตาม โรดแม็ป ที่ประกาศไว้
กระนั้น ผู้คนก็ไม่ค่อยจะเชื่อ
ไม่เพียงเพราะเมื่อมีการตั้งคำถามว่า หากมีการคว่ำกฎหมายลูกฉบับใดฉบับหนึ่งภายใน 4 ฉบับ รัฐบาลจะหาทางออกอย่างไร
ไม่ทราบ คือคำตอบ
หากที่สำคัญเป็นอย่างมากก็คือ การเลื่อนเคยมีมาแล้วจาก ปฏิญญาโตเกียว เป็น ปฏิญญานิวยอร์ก จากปี 2559 เลื่อนแล้วเลื่อนอีกจนเป็นปี 2561
ทำไมจะเลื่อนอีกไม่ได้