คอลัมน์ วิเคราะห์การเมือง

พระราชกำหนดว่าด้วย “แรงงานต่างด้าว” กำลังก่อสภาวะอย่างที่เรียกว่าเอ้อเร้อเอ้อเต่อให้กับรัฐบาลและคสช. อย่างชนิดกลืนไม่ได้ คายไม่ออก

บางคนนึกถึงกรณีอันเกี่ยวกับ “รถกระบะ”

บางคนเปรียบเทียบเข้ากับลักษณะยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกักในกรณีอันเกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย และพระธัมมชโย ในพื้นที่คลองหลวง ปทุมธานี

แต่ดำเนินไปในลักษณะ “กลับทิศ” มากกว่า

กรณีรถกระบะ กรณีวัดพระธรรมกาย เป็นการออกคำสั่งบนพื้นฐานแห่ง “มาตรา 44” แล้วไม่เวิร์ก กระทั่งต้องเตะถ่วงและรั้งรอไม่ปฏิบัติ แต่กรณีพระราชกำหนดว่าด้วย “แรงงานต่างด้าว” เป็นการเอาคำสั่งตาม “มาตรา 44” มาแก้เกม

กระนั้น ผลลัพธ์ก็เป็นอย่างเดียวกัน

ถามว่าเหตุปัจจัยใดทำให้มีความจำเป็นต้องพยายามผลักดันคำสั่งหัวหน้าคสช. ตาม “มาตรา 44” ออกมาชะลอการบังคับใช้พระราชกำหนดว่าด้วย “แรงงานต่างด้าว”

คำตอบมีมากมายหลายคำตอบ

แต่คำตอบที่เด่นชัดและตรงเป้ามากที่สุดก็คือ หากดึงดันที่จะบังคับใช้อย่างเถรตรง ความเดือดร้อนจะแผ่กว้างและเป็นไปอย่างที่สำนวนโบราณสรุปอย่างรวบรัด

นั่นก็คือ เดือดร้อนไปทุกหย่อมย่าน

เหมือนกับจะเป็นความเดือดร้อนของบรรดา “แรงงานต่างด้าว” แต่เอาเข้าจริงๆ ธุรกิจและผู้ประกอบการไทยต่างหากที่ประสบสภาวะปั่นป่วนวุ่นวาย กระทั่ง หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมและสมาคมธนาคารไทยต้องออกโรง

เท่ากับฟ้องให้เห็นจุดพลาดอย่างฉกรรจ์ของรัฐบาล

การผลักดันพระราชกำหนดว่าด้วย “แรงงานต่างด้าว” อาจเริ่มต้นจากความตั้งใจดีและเพื่อต้องการสร้างผลงานในเรื่องการจัดระเบียบแรงงาน

แต่ความตั้งใจดีก็ไม่ได้อยู่บนความเป็นจริง

เพราะความเป็นจริงในห้วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ธุรกิจของไทยมีความจำเป็นต้องพึ่งพิงแรงงานต่างด้าวในอัตราที่สูง

พระราชกำหนดนี้เท่ากับมองข้ามความเป็นจริงนี้

ผลที่ตกกระทบอย่างทันควันมิได้อยู่ที่ธุรกิจและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อย่างด้านเดียว ตรงกันข้ามธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กต่างร้องโอดโอยอย่างพร้อมเพรียงกัน

นี่คือไทยแลนด์ 2.0 มิใช่ไทยแลนด์ 4.0

สภาพจึงดำเนินไปเหมือนกับ “คสช.” ยื่นมือเข้ามาแก้ปัญหาให้กับ “รัฐบาล” อันเท่ากับแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

จึงเท่ากับเป็นการประจานให้เห็นว่า พระราชกำหนดนี้มิได้เข้าสู่การพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะหากผ่านครม.เศรษฐกิจมาก่อนก็ไม่น่าจะพลาดได้ระดับนี้

แสงแห่งสปอตไลต์จึงฉายจับไปยัง “กระทรวงแรงงาน”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน