คอลัมน์ วิเคราะห์การเมือง
กรณีพระราชกำหนดว่าด้วย “แรงงานต่างด้าว” ก่อให้เกิดคำถามว่าหากเป็นการประกาศและบังคับใช้ โดยรัฐบาลปกติไม่มีอำนาจตามมาตรา 44 ชะตากรรมจะเป็นอย่างไร
เพียงแค่คิดก็สยดสยองอย่างยิ่ง
หากเป็นพระราชกำหนดที่ประกาศและบังคับใช้โดยรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยทั่วไปเมื่อออกมาแล้วก็ต้องนำเข้าไปอนุมัติเห็นชอบในรัฐสภา
รัฐสภาที่มีพื้นฐานจากการเลือกตั้งย่อมมี “ฝ่ายค้าน”
ขณะเดียวกัน รัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยปกติต้องมีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางก่อนที่จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบให้ผ่านจาก “พระราชกำหนด” เป็น “พระราชบัญญัติ”
โอกาสจะผ่านย่อมยากเป็นอย่างยิ่ง
ขอให้พิจารณาพระราชกำหนดว่าด้วย “แรงงานต่างด้าว” ฉบับนี้แม้ว่าภายในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะได้ชื่อว่าเป็นสภาฝักถั่ว พวกมากลากไป
เพราะว่าเป็น 1 ภายใน “แม่น้ำ 5 สาย”
แต่เสียงคัดค้านพระราชกำหนดก็ใช่ว่าจะไม่มีเพียงแต่มาจากภาคธุรกิจเอกชนนอกระบบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
นั่นก็คือ 3 เสาหลักแห่งธุรกิจภาคเอกชน
1 ก็คือ สภาหอการค้า 1 ก็คือ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ 1 ก็คือ สมาคมธนาคารไทย
เพียงแค่นี้ก็เห็นแล้วว่าไปได้ยาก
ในยุคของรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เคยมีพระราชกำหนดว่าด้วยจราจรทางบกประกาศแล้วนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร
ปรากฏว่าไม่ผ่านความเห็นชอบ
ที่ไม่ผ่านความเห็นชอบเพราะพรรคร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่ง นั่นก็คือ พรรคกิจสังคมไม่ยอมให้ผ่านไปได้อย่างง่ายดาย
ผลก็คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ต้องประกาศยุบสภา
ข้อแตกต่างก็คือ ปัจจุบันมีแต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่มีสภาผู้แทนราษฎร และสภานิติบัญญัติแห่งชาติแต่งตั้งโดยคสช. ยิ่งกว่านั้นรัฐบาลคสช.ยังมีอำนาจตามมาตรา 44 อยู่ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญอีกด้วย
ทุกอย่างจึงง่ายดายราบรื่น
คำถามก็คือ ความแตกต่างของพระราชกำหนดว่าด้วย “แรงงานต่างด้าว” กับพระราชกำหนดว่าด้วย “จราจรทางบก” สะท้อนอะไร
คำตอบก็คือ สะท้อนลักษณะและโครงสร้างประเทศ
โครงสร้าง 1 เป็นประชาธิปไตยแม้จะครึ่งใบก็ตาม โครงสร้าง 1 ไม่ใช่ประชาธิปไตย โครงสร้าง 1 มาจากการเลือกตั้ง โครงสร้าง 1 มาจากการแต่งตั้ง