คอลัมน์ วิเคราะห์การเมือง

หากติดตามบทบาทและการเคลื่อนไหวของนักข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลก็จะสัมผัสได้ในท่วงทำนองพิเศษ อันสะท้อนเอกลักษณ์ที่แทบไม่เปลี่ยนแปลง

นั่นก็คือ การเกาะติดใน 2 คำถามทางการเมือง

1 เป็นคำถามในเรื่องการลงสมัครรับเลือกตั้งของผู้นำคสช. และ 1 เป็นคำถามในเรื่องการสืบทอดอำนาจของคสช.

แม้จะพบกับ “ปฏิกิริยา” ดุเดือดและรุนแรง

แต่สังเกตหรือไม่บรรดานักข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลอาจดูเหมือนจะถอยบ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไปคำถามเดียวกันนี้ก็จะหวนกลับมาอีก

สะท้อนให้เห็นลักษณะยืนหยัด เกาะติด

ปฏิกิริยาจากผู้นำคสช.ยิ่งรุนแรง เกรี้ยวกราด มากด้วยอารมณ์เท่าใด ยิ่งทำให้นักข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล ยิ่งต้องเกาะติดเพื่อหาคำตอบมากเท่านั้น

อย่างเรื่องการลง “เลือกตั้ง” ก็ตามถามอย่างไม่ลดละ

กระทั่งผ่าน “เส้นตาย” อันรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ภายใน 90 วันหลังประกาศและบังคับใช้ นั่นแหละเป็นอันว่ารู้กัน

รู้กันว่าการลงสมัครรับเลือกตั้งมิใช่ “วิถีทาง”

จากนี้เชื่อได้เลยว่า คำถามจะเน้นไปยังประเด็นนายกรัฐมนตรี “คนนอก” อันประสานกับกระบวนการสืบทอดอำนาจทางการเมืองอย่างแนบแน่น

จะห้ามอย่างไรคำถามนี้ก็ไม่จบ

ถามว่าทั้งๆ ที่นักข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลประสบกับคำตอบที่โยกโย้ วกวน พลิกพลิ้ว เล่นลิ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เรื่องลงสมัครรับ “เลือกตั้ง” กระทั่งเรื่องการสืบทอด “อำนาจ”

แล้วเหตุใดนักข่าวประจำทำเนียบจึงไม่เลิกราที่จะถาม

คำตอบในเชิงหลักการย่อมเป็นเพราะว่า คำถามนี้เป็นคำถามสำคัญและสัมพันธ์ไม่เพียงแต่ในเรื่องอำนาจและการสืบทอดอำนาจของคสช. หากแต่เป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับ “ประชาชน”

ขณะเดียวกัน ความต่อเนื่องจากหลักการในทางการเมืองแล้ว มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องได้รับทราบท่าทีที่ชัดเจน แจ่มแจ้ง

เป็นเรื่องของ “อำนาจ” เป็นอำนาจในทาง “การเมือง”

ผู้นำคสช.ซึ่งเป็นทหารและคร่ำหวอดอยู่ในระบบราชการอาจไม่คุ้นชินกับคำถามในทางการเมืองแบบนี้ แต่ก็มิอาจหลีกเลี่ยงได้

เพราะนี่สำนึกของนักข่าว สำนึกของนักหนังสือพิมพ์

การเมืองมิอาจคลุมเครือ แต่จำเป็นต้องชัดเจน ยิ่งบอกว่าเป็นการทำการเมืองเพื่อประโยชน์ของประชาชน ยิ่งต้องมีความชัดเจน โปร่งใส

มิอาจลับ ลวง พราง ได้อย่างเด็ดขาด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน