บรรยากาศการเปิดตัวคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ปรากฏขึ้นคล้ายๆ กับบรรยากาศการเปิดตัวคณะกรรมการว่าด้วยการปรองดอง สมานฉันท์
พลันที่มีชื่อ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ก็คึกคัก
ความน่าสนใจมิได้อยู่ที่ว่าเคยดำรงตำแหน่งเป็น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หากยังอยู่ที่เป็นเพื่อนนักเรียนเตรียมทหารรุ่นเดียวกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
จึงไม่แปลกที่ฝ่ายของ “ตำรวจ” ก็ขานรับ
ตรงกันข้าม ความหงุดหงิดกลับมาจากบางส่วนที่เคยผลักดันเรื่อง “ปฏิรูปตำรวจ” ตั้งแต่อยู่สปช. และต่อเนื่องมายังสปท. ซึ่งล้วนเคยเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และก็ต่อเนื่องมาเป็นส่วนหนึ่งของกปปส.
“ปฏิรูป” จึงถูกแปรให้เป็น “ปฏิลูบ” ไป
หากย้อนกลับไปดูบรรยากาศและการปรากฏขึ้นของกระบวนการปรองดอง สมานฉันท์ อย่างเห็นพัฒนาการแล้วก็อาจจะต้องเพิ่มความระมัดระวัง
จำได้หรือไม่ว่าบรรยากาศ “ปรองดอง” เปี่ยมด้วย ความหวัง
ความหวัง 1 เพราะเห็นว่าทางคสช.และรัฐบาลมอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ออกมาอยู่ในฐานะประธานและรับผิดชอบโดยตรง
คำว่า “พี่ใหญ่” จึงก้องกังวานขึ้น
ไม่ว่าจะจากพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะจากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะจากพรรคชาติไทยพัฒนา ตั้งความหวังแสดงความมั่นใจว่าน่าจะประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม
แต่แล้วผลงานและความสำเร็จเป็นอย่างไร
การปรองดองเริ่มขึ้นในวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ โดยตั้งเป้าหมายว่าจะสามารถมีบทสรุปออกมาได้ภายในวันที่ 13 เมษายน อันตรงกับวันตรุษสงกรานต์
เราผ่านวันสงกรานต์มานานพอสมควรแล้ว
จากเมษายนเข้าสู่พฤษภาคม และผ่านเดือนมิถุนายนมาอยู่ในเดือนกรกฎาคม แต่เป้าหมายที่จะมีการประกาศ “สัญญาประชาคม” ก็ยังไม่ปรากฏในทางเป็นจริง
ว่ากันว่าอยู่ในมือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ แล้ว แต่ก็เป็นการอยู่ในมืออย่างที่ไม่มีการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด ปล่อยให้ทุกๆ ฝ่ายรอคอยด้วยความระทึกว่ารายละเอียดแห่ง “สัญญาประชาคม” จะออกมาอย่างไรและแบบไหน
ที่เคยตั้ง “ความหวัง” กลับกลายเป็น “วังเวง”
กรณีของการขับเคลื่อนคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจที่ออกมาตามแนวทางอันรัฐธรรมนูญกำหนดก็คึกคัก ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปรองดอง สมานฉันท์
ณ วันนี้เสมอเป็นเพียงการนับ 1 ยังไม่มีใครรู้ว่าระหว่างกระบวนการปฏิรูปตำรวจดำเนินไปจะเป็นอย่างไร คึกคักและประสบผลงานความสำเร็จอย่างไร
แม้กระทั่ง พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ก็ตอบ ไม่ได้