ยุคก่อนอาจมี “ขันแดง” แต่ยุคใหม่กลับกลายเป็น “กระดาษเปล่า”
ไม่ว่าจะเป็นการยืนถือ “กระดาษเปล่า” ของนักศึกษาบนลานสกายวอล์ก แยกปทุมวัน ไม่ว่าจะเป็นการยืนถือ “กระดาษเปล่า” ของนักเรียนที่ร้อยเอ็ด
กลายเป็นประเด็นร้อน ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า “ขันแดง” ในอดีต
“ขันแดง” ในอดีตอาจพยายามโยงไปยัง นายทักษิณ ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่ง แนบแน่นอย่างยิ่งกับ “คนเสื้อแดง”

แต่ “กระดาษเปล่า” จะโทษใคร

เหมือนกับจะมีความพยายามชี้นิ้วไปยัง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
แต่ก็ต้องยอมรับว่าการยืนถือ “กระดาษเปล่า” ดำเนินไปในท่วงทำนองแบบลัทธิเต๋าของท่าน เหลาจื่อ ศาสดาแห่งจีนในยุคเดียวกับพระพุทธเจ้ามากกว่า
เพราะเต๋ามาพร้อมกับ “ความว่าง”
เพราะว่าการยืนถือ “กระดาษเปล่า” ดำเนินไปเหมือนกับเป็นการเปล่ง “เสียงแห่งความเงียบ” อันเป็นบทเพลงในยุคทศวรรษที่ 1960 ของ พอล ไซม่อน มากกว่า

หาใช่ยุคของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไม่

การเปล่งพลานุภาพของ “กระดาษเปล่า” จึงเป็นพลานุภาพแห่ง “ความเงียบ”
ยิ่งใครเห็นภาพของนักเรียนสตรีตัวน้อยๆแห่งโรงเรียนของจังหวัดร้อยเอ็ดพากันยืนถือ “กระดาษเปล่า” ยิ่งประจักษ์ในพลานุภาพในทางเป็นจริง
อย่าว่าแต่ “ผู้อำนวยการ” โรงเรียนจะงุนงงเลย
แม้กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ก็ต้องมองการเคลื่อนไหวของเด็กๆด้วยความสงกา

อาจจะสงสัย แต่ก็ไม่แน่ใจว่าทำไปทำไม

การเคลื่อนไหวนับแต่วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคมเป็นต้นมาถือว่าเป็น “ของใหม่”
เป็นของใหม่อันแตกต่างไปจากยุคเมื่อเดือนตุลาคม 2516 แตกต่างไปจากยุคเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 อย่างเกือบจะสิ้นเชิง
เพราะแม้กระทั่ง “ความเงียบ” ก็กลายเป็น “พลัง”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน