หากนำเอา “บทเรียน” จากบรรดามาตรการหลายมาตรการอันออกมาจากคสช. ออกมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกมาจากกระทรวงมหาดไทย

เป็นไปได้น้อยมากที่จะมี “มวลชน” มาในวันที่ 25 สิงหาคม

ที่ว่าจะมีปริมาณอยู่ระหว่าง 3,000-3,500 คน นับว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อ และแทบไม่มีโอกาสเป็นไปได้เลย

จำนวนกำลังพลตำรวจที่ว่าเตรียมไว้ถึง 4,000 นาย เสมอเป็นเพียงการป้องปราม

ไม่ว่ามองผ่านพรรคเพื่อไทย ไม่ว่ามองผ่านนปช. การจะรักษาจำนวนมวลชนจำนวน 1,000 คน เอาไว้ให้ได้ในวันที่ 25 สิงหาคม ก็น่าจะหืดขึ้นคอ

เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน

ความจริง ทางด้านคสช.และรัฐบาลดำเนินมาตรการ “ป้องปราม” อย่างเป็นระบบ เป็นจังหวะก้าวตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม มาแล้ว

เห็นจากคำสั่งลับไปยัง “กกล.รส.” ทั้ง 4 กองทัพภาค

เห็นจากการออกมาปฏิบัติการด้านการข่าวโดย สนช. “เจ้าเก่า” เห็นจากการกระชับพื้นที่จากหนังสือของ “สตช.” ไปยังกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม

จากนั้น กระทรวงมหาดไทยก็ออก “7 มาตรการ” เข้ม

มอบหมายผ่าน ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารอปท.ให้ประสานงานกับทหารและตำรวจ

เป้าหมาย คือ สกัดและกีดกันการเข้ากทม.

ในสภาพที่พรรคเพื่อไทยและพันธมิตรคือนปช.ถูกรุกไล่อย่างต่อเนื่องนับแต่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา

ถือได้ว่าอยู่ในอาการง่อยเปลี้ย เสียขา

แกนนำหลายคนอยู่ในเรือนจำ หลายคนหากไม่ถูก “ถอดถอน” ก็ต้องเดินขึ้นลงศาลด้วยคดีความเป็นจำนวนมากมาย

ตัวอย่างเห็นได้จากกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นต้น

เมื่อทั้งทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครอง เอกซเรย์และประกบติด มีหรือที่จะสามารถปลุกระดมหรือชักชวนคนให้เดินทางเข้ากทม.

จำนวนมวลชนทะลุ 3,000 ถึง 3,500 จึงเป็นเรื่องเหลือเชื่อ

แท้จริงแล้ว ทุกมาตรการอันออกมาจากคสช.และของรัฐบาล เหมือนกับจะสะท้อน “ความกลัว” แต่มิได้เป็นอย่างที่เข้าใจกัน

หากเป็นความรอบคอบ เป็นความรัดกุม

เป็นความไม่ประมาทของบรรดา “นักการทหาร” ที่เจนศึกและเริ่มมองทะลุในกระสวนทางการเมืองซึ่งดำรงอยู่ในสังคมไทยมากกว่า

25 สิงหาคม เมื่อมาถึงก็ย่อมจะผ่านเลยไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน