เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม เดินทางมาถึง หลายคนในกกล.รส. หลายคนในศูนย์อำนวยการพลเรือน มหาดไทย หลายคนในศูนย์อำนวยการตามแผนกรกฎ 52

อาจถอนหายใจด้วยความโล่งอก

เพราะเมื่อผ่านพ้นการอ่านคำพิพากษาจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทุกอย่างก็น่าจะจบ

แต่คำถามที่เสนอเข้ามาก็คือ จบจริงหรือ

บรรดานักวิเคราะห์ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายโจทก์ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายจำเลย มีความเห็นร่วมกันอย่างอัตโนมัติว่า

ยังไม่จบ

ที่ว่ายังไม่จบในที่นี้ไม่เกี่ยวกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ว่าคำวินิจฉัยจะออกมาในทิศทางใด

แต่ยังเป็นเรื่อง “ก่อน” ถึง “ศาล”

เพราะคดีจากโครงการรับจำนำข้าวนี้เป็นเรื่องในทางการเมืองแท้ๆ ตั้งแต่พรรคเพื่อไทยนำเสนอมาเป็นนโยบายในการหาเสียงในการเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554

เบื้องต้นก็เป็นประเด็นระหว่าง 2 พรรคการเมือง

นั่นก็คือ พรรคประชาธิปัตย์เสนอนโยบายว่าด้วยการประกันราคาข้าว นั่นก็คือ พรรคเพื่อไทยเสนอนโยบายว่าด้วยการรับจำนำข้าว

ผลก็คือ พรรคเพื่อไทยชนะ พรรคประชาธิปัตย์แพ้

การนำเอานโยบายที่ประกาศและเสนอในห้วงแห่งการหาเสียงไปลงมือปฏิบัติเป็นจุดเด่นของพรรคเพื่อไทยอันต่อเนื่องมาจากพรรคพลังประชาชนและพรรคไทยรักไทยอยู่แล้ว

นี่คือกระบวนการแปร “นามธรรม” ไปสู่ “รูปธรรม”

พรรคไทยรักไทยได้ทำเช่นนี้ตั้งแต่โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง โครงการบ้านเอื้ออาทร โครงการพักการชำระหนี้ เป็นต้น

ทุกอย่างดำเนินไปตามบทบัญญัติของ “รัฐธรรมนูญ”

นั่นก็คือ เขียนเป็นนโยบายของรัฐบาล ผ่านที่ประชุมครม. จากนั้นนำเสนอผ่านที่ประชุมรัฐสภา ผ่านเป็นมติแล้วจึงประกาศเป็นนโยบายของรัฐบาลเพื่อลงมือทำ

รัฐบาลไหนก็ทำอย่างนี้ เว้นแต่รัฐบาลที่ตระบัดสัตย์ของตนเอง

ปัญหาอันเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวอยู่ที่เมื่อแพ้ในกระบวนการของการเลือกตั้งแล้วไม่ยอมรับหากนำไปสู่การเคลื่อนไหวในกระบวนการอื่น

นั่นก็คือ ย้ายจาก “รัฐสภา” ไป “ข้างถนน”

นั่นก็คือ ก่อการชุมนุมสร้างความปั่นป่วนแล้วนำไปสู่การรัฐประหารแล้วคณะรัฐประหารก็สานต่อด้วยการรุกไล่รัฐบาลที่ถูกโค่นล้มไปจากเดือนพฤษภาคม 2557 จนถึงเดือนสิงหาคม 2560

จึงยากอย่างยิ่งที่จะปรองดอง ยากอย่างยิ่งที่จะจบ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน