
ไม่ว่าคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะออกมาอย่างไร
แต่โอกาสทางการเมืองในเชิง “รูปแบบ” ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถือว่าหมด
อย่างน้อยมติถอดถอนอันออกมาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วยคะแนนเสียงอันท่วมท้นนับแต่เมื่อปี 2558 ก็ทำให้ต้อง “เว้นวรรค” ทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี
ไม่สามารถมี “ตำแหน่ง” ใดภายในพรรคเพื่อไทย
การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีตามโรดแม็ปภายในปี 2561 หรืออาจเลื่อนไปเป็นต้นปี 2562 ก็ถือว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่มีสิทธิอะไรกับเขาด้วยทั้งสิ้น
ในทาง “รูปแบบ” อาจจบ แต่ในทาง “นามธรรม” กลับไม่จบ
ปรากฏการณ์จาก “กรณี 25 สิงหาคม” สามารถเป็นคำตอบและสามารถอธิบายได้เป็นอย่างดีถึงการดำรงอยู่ในทางการเมืองของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
เธอกำลังจะทะยานไปเป็นเหมือนกับ “พี่ชาย”
นั่นก็คือ ตราบใดที่พรรคเพื่อไทยยังดำรงอยู่ในสถานะอันเป็นอวตารแห่งพรรคพลังประชาชน อันเป็นอวตารแห่งพรรคไทยรักไทย
นั่นหมายถึงการดำรงคงอยู่ของ นายทักษิณ ชินวัตร
รัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ทำให้สถานะของ นายทักษิณ ชินวัตร เป็นเช่นนั้น รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ก็ทำให้สถานะของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นเช่นนั้น
นั่นก็คือ ไม่มีตำแหน่งอะไร แต่มากด้วย “บารมี”
หากการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2550 มีการชูภาพของ นายทักษิณ ชินวัตร การเลือกตั้งในครั้งต่อไปไม่ว่าจะเป็นเมื่อใดก็ย่อมมีภาพของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ไม่ว่าหัวหน้าพรรคเพื่อไทยจะเป็นใคร
จะมีชื่อว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จะมีชื่อว่า พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ จะมีชื่อว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์
นามของ นายทักษิณ ชินวัตร ก็ยังอยู่
นามของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็จะวางเรียงเคียงกันกับ “พี่ชาย” เป็นนาม 1 ที่จะเรียกคะแนนเสียงให้กับพรรคเพื่อไทย
ตรงนี้แหละที่เรียกว่า “บารมี” ในทางการเมือง
ทั้งๆ ที่รัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ต้องการกำจัดและขจัด นายทักษิณ ชินวัตร ออกไปจากสารบบในทางการเมือง
แต่ไม่สำเร็จ
ทั้งๆ ที่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ต้องการกำจัดและขจัด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกไปจากสารบบในทางการเมือง
แต่ก็ไม่สำเร็จ