คอลัมน์ วิเคราะห์การเมือง
มีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจต่อ “พลัง” ในทางการเมือง
จะเข้าใจว่าอะไรคือพลังที่กำลังสำแดง “พลานุภาพ”อยู่ในขณะนี้ต้องศึกษาจากสภาพการณ์อย่างน้อย ก็ 2 สภาพการณ์ในทางการเมือง
1 คือเรื่องของรัฐธรรมนูญ 1 คือเรื่องของรัฐบาล
สงสัยหรือไม่ว่าเหตุปัจจัยใดทำให้ท่าทีของรัฐบาลเปลี่ยนไปต่อรัฐธรรมนูญ สงสัยหรือไม่ว่าเหตุปัจจัยใดทำให้มีการเสนอ นายอานันท์ ปันยารชุน ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
หากไม่เข้าใจจุดนี้ ก็จะไม่เข้าใจในเรื่อง “พลัง”ทางการเมือง
ท่าทีที่เปลี่ยนไปของรัฐบาลต่อ “รัฐธรรมนูญ” เกิดจากเหตุผลใด
เป็นเพราะสำนึกใน “ประชาธิปไตย”ของรัฐบาล กระนั้นหรือ เป็นเพราะการกดดันอย่างต่อเนื่องของพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย กระนั้นหรือ
อาจใช่ แต่มิได้เป็นเหตุผลหลัก
เหตุผลหลักมาจากการปรากฏขึ้นของ “เยาวชนปลดแอก” ประสานกับแฟลชม็อบในขอบเขตทั่วประเทศที่แพร่ระบาดแม้กระทั่งปรากฏการณ์ “นักเรียนเลว”
พลังของนักเรียน นิสิตนักศึกษา ต่างหากคือของจริง
พลังของนักเรียน นิสิตนักศึกษา ส่งผลสะเทือนอย่างลึกซึ้ง กว้างขวางทางการเมือง
1 คือท่าทีที่ผ่อนปรนมากยิ่งขึ้นของรัฐบาล 1 คือภาวะระส่ำระสายอันปรากฏขึ้นภายใน 250 ส.ว.ที่เริ่มไม่แน่ใจในอนาคตของตนเอง
1 คือ การเสนอชื่อ นายอานันท์ ปันยารชุน ขึ้นมา
ทั้งๆ ที่การเสนอชื่อ นายอานันท์ ปันยารชุน เท่ากับยอมรับในความล้มเหลวตลอดกว่า 6 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ก็จำเป็นต้องทำต้องเคลื่อนไหว
นี่คือภาวะระส่ำระสายภายในกลุ่มที่ได้อำนาจมาจาก “รัฐประหาร”
พลังกดดันแรงกล้ามาจากทาง “สังคม”กระทั่งเหนือกว่าพลังในระบบ
นั่นหมายความว่า การเมืองในระบบอยู่ในฐานะเป็นส่วนเสริม แต่ที่ชี้ทิศทางของสังคมและการเมืองอย่างเป็นจริงกลับเป็นพลังของนักเรียน นิสิตนักศึกษาและประชาชน
และจุดรวมศูนย์หนึ่งจะสัมผัสได้ในวัน เสาร์ที่ 19 กันยายน