แม้คำปฏิเสธจาก นายกรัฐมนตรีฮุน เซน แห่งกัมพูชาประชาธิปไตย จะเท่าเป็น “คำตอบ” ต่อความเข้าใจว่าการหายตัวไปของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีกัมพูชาเป็นจุดตั้งต้น
ตั้งต้นก่อนบินไปยังสิงคโปร์และดูไบ
แต่ในอีกด้าน คำตอบในลักษณะ “ปฏิเสธ” เช่นนี้กลับยิ่งทำให้การหายตัวไปของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพิ่มความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
เป็นไปได้อย่างไรที่จะบินไปสิงคโปร์โดยไม่มีกัมพูชาเป็นจุดตั้งต้น
ที่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แวบออกจากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดตราดแล้วต่อไปยังสนามบินโปเชนตง ณ กรุงพนมเปญ ก็เสมอเป็นเพียงเรื่องลับ ลวง พราง
คำถามก็คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หายตัวไปได้อย่างไร
ไม่ว่าทางด้านรัฐบาล ไม่ว่าทางด้านคสช. จะออกมาปฏิเสธว่า รัฐบาลและคสช.ไม่ได้มีส่วนในการเปิดไฟเขียวให้กับการหายตัวไปของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
แต่ความสงสัย คลางแคลงใจ ก็ยังไม่จบลงง่ายๆ
1 เพราะว่าบรรยากาศของวันที่ 25 สิงหาคม อยู่ภายใต้มาตรการของกกล.รส.4 กองทัพภาค อยู่ภายใต้ 7 มาตรการเข้มจากกระทรวงมหาดไทย
และที่สำคัญก็คือ “แผนกรกฎ 52”
จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ละอ่อนอย่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะสามารถเล็ดลอดรอดไปจากจอเรดาร์อันเหมือนตาข่ายแมงมุมของรัฐบาลและคสช.
การประเมินเช่นนั้นจึงนำไปสู่บทสรุป 1 ต้องได้ “ไฟเขียว”
ยิ่งเมื่อ นายกรัฐมนตรีฮุน เซน ออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้อง อันเป็นท่าทีเดียวกันกับที่ออกมาจากรัฐบาลและจากคสช.
ยิ่งทำให้ความข้องใจยิ่งขยาย และบานปลาย
สะท้อนให้เห็นว่า การหายตัวไปของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดำเนินไปภายใต้ปฏิบัติการ “ลับสุดยอด”
เหมือนกับการล่องหนจากกทม.แล้วก็ไปอยู่ “สิงคโปร์”
คำถามก็คือ แล้วเครื่องบินที่นำ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บินไปยังสิงคโปร์เพื่อพบกับ นายทักษิณ ชินวัตร ก่อนจะบินต่อไปยังดูไบ เป็นการบินออกจากจุดไหน
จุดของประเทศไทย หรือจุดของประเทศกัมพูชา
ไม่ว่าในที่สุดแล้ว “คำตอบ” จะออกมาในทางใด แต่คนที่จะต้องตกเป็น “จำเลย” ในทางสังคมอย่างแน่นอนคือ รัฐบาล และคือคสช.
ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบได้
ยิ่งมีการประเมินว่า การหายตัวไปของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผลดีต่อคสช.และรัฐบาล ยิ่งทำให้เกิดคำถามตามมาถี่ยิบขึ้นเป็นลำดับ
เป็นคำถามที่จำเป็นต้องตอบ