ใครก็ตามที่อ่านคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ไม่ว่าในฐานะผบ.ทบ. ไม่ว่าในฐานะเลขาธิการคสช.ก็จะประจักษ์ในเป้าหมาย
1 คือ ยอมรับในความบกพร่อง
ขณะเดียวกัน 1 คือยอมรับว่าความบกพร่องอันเกิดขึ้นต่อกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
เพราะว่า “ถูกหลอก”
คำว่า “ถูกหลอก” อาจไม่ได้มาจากปากของ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท โดยตรง แต่ภายในแต่ละเนื้อความและที่ละไว้ระหว่างบรรทัดล้วนแต่นำไปสู่รูปในทางความคิดว่าการแสดงออกของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นการสร้างภาพลวงตา
ลวงตาว่าจะไม่หนี แต่กลายเป็นหนี
พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ยอมรับว่าการหายตัวไปของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รับแต่วันที่ 25 สิงหาคมนั้น มิได้เป็นเรื่องเกิดขึ้นแบบลุกลี้ลุกลน
อย่างที่ชอบสรุปกันว่า ตัดสินใจใน “วินาทีสุดท้าย”
ตรงกันข้าม มีการวางแผนเอาไว้อย่างรัดกุมจากคนที่กำหนดยุทธศาสตร์เอาไว้แล้วตั้งแต่ต้นว่าในที่สุด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะต้องหนี
คำถามอยู่ที่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รู้ “แผน” นี้หรือไม่
ต้องยอมรับว่าคนที่วางแผนและกำหนดบทบาทเป็นคนที่ได้รับความเชื่อมั่นและศรัทธาจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นอย่างสูง
จึงดำเนินไปตาม “พิมพ์เขียว” ครบถ้วนกระทั่งตอน “หักมุม”
ลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งของแผนครั้งนี้ก็คือ การจับจุดอ่อนและความต้องการลึกๆ ของคสช.และของรัฐบาลได้อย่างชนิดอยู่หมัด
คือ จับได้ว่าคสช.อยากให้ “หนี”
เห็นได้จากแผนที่อยู่เบื้องหลังกรณีอันเลวร้ายที่สุดให้น้ำหนักไปยัง “คำพิพากษา” ของศาล ไม่ว่าจะเป็นไปในแนวทางแบบใด และลึกๆ ก็คือ หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่อยู่จะช่วยปลดทุกปัญหาออกไปจนหมด อย่างที่หลายคนใช้คำว่า “วิน-วิน” นั่นเอง
ตรงนี้แหละคือช่องโหว่ และรอยว่างที่จอมวางแผนอาศัยทะลุทะลวงเข้าไปและสร้างเงื่อนไขให้กับการหายตัวไปของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ตรงนี้แหละที่มีความดีใจเมื่อรู้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หายไป
คำถามอยู่ที่ว่าในระยะแรกความดีใจเผยแสดงออกมาจากฝ่ายที่ไม่ชอบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างเด่นชัด แต่ก็สัมผัสได้เพียงไม่กี่วัน
พอเข้าวันที่ 2 คำถามก็ตามมา
เป็นคำถามถึงคสช. เป็นคำถามถึงรัฐบาล โดยเฉพาะคำถามที่ว่าปล่อยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หายตัวไปได้อย่างไร