สังคมให้ความรู้สึกต่อคำแถลงในเรื่องร่าง “สัญญาประชาคม” อันมาจากกระบวนการปรองดองและสมานฉันท์ ค่อนข้างเฉยเมย

เฉยเมยเมื่อเปรียบเทียบกับ “ตอนแรก”

จำได้หรือไม่ว่า การเปิดตัวโครงการปรองดองและสมานฉันท์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปรากฏขึ้นอย่างคึกคัก อึกทึกและครึกโครม

ไม่เพียงเพราะฝีมือ “พีอาร์” จากรัฐมนตรี “นักการตลาด”

หากปัจจัยที่สำคัญเป็นอย่างมากก็คือ โครงการนี้คสช.และรัฐบาลมอบหมายให้อยู่ในความรับผิดชอบของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อันถือได้ว่าเป็น “มือวาง” ในทางการเมืองของคสช.และของรัฐบาล

ทำไม

ต้องยอมรับว่าระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เหมือนกับแยกกันเล่นคนละบทบาทในทางการเมือง

คนแรกเล่นบทดับเครื่องชน ไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม

คนหลังเล่นบทประนีประนอม นุ่มนวล 2 มือที่ประกบเข้าด้วยแทบจะประณมไปรอบทิศรอบทาง สร้างความเข้าใจโดยเฉพาะกับฝ่ายการเมือง ฝ่ายการเมืองจึงอ้าแขนรับเรื่อง “ปรองดอง”

ทุกพรรค ทุกฝ่าย ทุกกลุ่ม ล้วนตั้ง “ความหวัง” และประเมินว่าเรื่องนี้น่าจะสำเร็จจากฝีมือและความสามารถของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะ “พี่ใหญ่” จากบูรพาพยัคฆ์

แล้วผลเป็นอย่างไร

จะประเมินผลในเรื่องดีอย่าเน้นไปทางพรรคการเมืองและกลุ่มทางการเมืองขอให้จับตาบุคคล 2 คนที่เข้ามาแสดงบทบาท

1 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ 1 พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท

การเปิดตัวโครงการในวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ ถือได้ว่าเลือกฤกษ์ได้เหมาะเพราะวาเลนไทน์เท่ากับเป็น “วันแห่งความรัก”

เป้าหมาย คือ จะสรุปในวันสงกรานต์ 13 เมษายน

การปิดโครงการในวันสงกรานต์ถือว่าเหมาะสม เพราะเป็นวันแห่งครอบครัว เป็นวันแห่งการรู้รักและสามัคคี

แต่แล้วมาถึงเดือนกันยายนก็ยัง “สรุป” ไม่ได้

มองไปยัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็เหมือนกับจะหลงลืมไปแล้ว มองไปยัง พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท เมื่อเจอกับสถานการณ์ 25 สิงหาคม ก็ต้องเหนื่อย

ความเหนื่อยเห็นจาก “สัญญาประชาคม”

เป็น “สัญญาประชาคม” ที่แทบไม่ต้องมีการระดมพรรคฝ่ายเข้าหารือ ก็สามารถร่างและเขียนออกมาได้สบายๆ

จาก “นโยบายรัฐ” อันบัญญัติใน “รัฐธรรมนูญ”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน