เพียง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. เปรยออกมาเบาๆ ว่า กปปส.อาจมีความจำเป็นต้องจัดตั้งพรรคการเมือง ก็ก่อให้เกิดอาการระเนนเอนไหวในทางการเมืองขึ้น
อย่างน้อยภายในพรรคประชาธิปัตย์ย่อมต้องสนใจ
เป็นความสนใจทั้งด้วยความโล่งอก และความหวั่นไหวไปด้วยในขณะเดียวกัน โล่งอกเพราะสะท้อนว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ คงไม่เข้าไปวอแวกับพรรคประชาธิปัตย์อีกแล้ว
แต่หวั่นไหวเพราะจะเกิดแรงสะเทือนอย่างแน่นอน
เป็นแรงสะเทือนที่เด่นชัดยิ่งว่า สถานะและกำหนดท่าทีของบรรดาสมาชิกแห่งกปปส.จำนวนไม่น้อยที่อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ว่าจะตัดสินใจอย่างไร
ตัดสินใจอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ หรือไปกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
น้ำเสียงของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไม่เพียงแต่ปรากฏขึ้นอย่างเป็นเงาสะท้อนของกปปส.หากแต่ที่สำคัญก็คือเป็นเงาสะท้อนของความไม่มั่นใจของคสช.
เพราะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับคสช.เป็นเหมือนคอหอยกับลูกกระเดือก
ความมั่นใจที่เสมอต้นเสมอปลายของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นับแต่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา
คือ ความมั่นใจในบทบาทของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
มั่นใจว่ามีแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เท่านั้นที่จะแก้วิกฤตของบ้านเมืองได้ มั่นใจว่ามีแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เท่านั้นที่เหมาะกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ไม่ว่า ณ วันนี้ หรือในอนาคต
ทั้งๆ ที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สามารถต่อสายสร้างพันธมิตรกับพรรคการเมืองได้อย่างน้อยก็ 2 พรรคการเมืองที่สำคัญ
1 คือ พรรคประชาธิปัตย์ 1 คือ พรรคภูมิใจไทย
เพียงอาศัย 2 พรรคนี้กับสายสัมพันธ์ที่เคยมีต่อกันก็น่าจะเป็นฐานทางการเมืองให้กับคสช.ได้อย่างหนักแน่นและมั่นคง แทบไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่
หากจะมีการจัดตั้งก็แสดงว่า 2 พรรคนี้ยังไม่เพียงพอ
คำว่าไม่เพียงพอในที่นี้ก็คือ บทบาทของพรรคประชาธิปัตย์เมื่อประสานเข้ากับบทบาทของพรรคภูมิใจไทย ยังไม่สามารถเป็นหลักประกันให้กับคสช.ได้อย่างเต็มที่
จำเป็นที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ต้องออกโรง
จากนี้จึงเห็นได้ว่า สถานะของพรรคเพื่อไทยยังเป็นสถานะที่น่ากลัวเมื่อมองจากคสช.ประสานเข้ากับเมื่อมองจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
แม้วันนี้ พรรคเพื่อไทยจะไม่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่
เพราะว่าฐานอันแข็งแกร่งของพรรคเพื่อไทย คือฐานคะแนนเสียงจากภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและผนวกรวมภาคกลางเข้าไปด้วย
ฐานเหล่านี้ยังไม่ถูกตีแตก แม้คสช.จะพยายามก็ตาม