กว่า 2 สัปดาห์ในการหายตัวไปของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ก่อให้เกิดอารมณ์และความรู้สึกอันแตกต่างกันใน 2 แนวทาง
นั่นก็คือ อารมณ์ของ “กองแช่ง” กับ “กองเชียร์”
ทันทีที่ศาลได้ออก “หมายจับ” น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ไม่ได้ไปปรากฏตัวเพื่อฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 สิงหาคม
บังเกิดความคึกคักอย่างยิ่งจาก “กองแช่ง”
ขณะเดียวกัน ได้บังเกิดความงุนงงด้วยความไม่เข้าใจจาก “กองเชียร์” ไม่ว่าที่อยู่บริเวณหน้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือคอยรับฟังข่าวที่บ้าน
อย่างไรก็ตาม เพียงไม่กี่วันต่อมา “อารมณ์” ก็แปรเปลี่ยน
อารมณ์และความรู้สึกจากบรรดา “กองแช่ง” ที่เกิดความคึกคักเนื่องจากสะใจและประเมินแล้วว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น่าจะไม่กล้าเผชิญกับความเป็นจริง
เมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หนีก็เท่ากับเป็นเหมือน นายทักษิณ ชินวัตร
ย่อมมองเห็นภาพและความต่อเนื่องได้เป็นลำดับ เพราะกระบวนต่อไปก็คือ การตกอยู่ในสภาพแบบที่เรียกว่า “อีหล่าตุหรัดตุเหร่”
ถูก “หมายจับ” ไล่ล่า ยึด “พาสปอร์ต”
ขณะเดียวกัน ศาลก็ต้องปฏิบัติอย่างเดียวกับที่เคยปฏิบัติต่อ นายทักษิณ ชินวัตร การไม่ยอมไปฟังคำพิพากษากลายเป็นชนักปักกลางหลัง
เสื่อมเสียชื่อเสียง หมดอนาคตทางการเมือง
ท่ามกลางความสะสาแก่ใจของ “กองแช่ง” น่าแปลกอย่างยิ่งที่อารมณ์และความรู้สึกของ “กองเชียร์” ที่งุนงงสงกาในเบื้องต้น ต่อมาอีกไม่นานก็เริ่มแปรเปลี่ยน
กลับกลายเป็นดีใจที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หนี
โดยเฉพาะคนที่เคยทำงานร่วมกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในพรรคเพื่อไทยหรือที่เป็นพันธมิตรแนบแน่นอย่างนปช.คนเสื้อแดงถึงกับโพสต์ข้อความ
“โชคดีท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์”
ยิ่งเมื่อ นายทักษิณ ชินวัตร โพสต์ข้อความจากมองแต๊สกิเยอผ่านทวิตเตอร์ ยิ่งนำไปสู่ความมั่นใจว่าเท่ากับยืนยันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปลอดภัยแล้ว
จากที่เคยงุนงง สงกา กลับกลายเป็นดีใจ เอาใจช่วย
หากมองอย่างเปรียบเทียบเป็นไปได้ว่า บรรดา “กองแช่ง” ดีใจและสะใจอยู่ได้ไม่นานนักก็กลับกลายเป็นงุนงงสงกาว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หายตัวไปได้อย่างไร
ในเมื่อ “อำนาจ” อย่างเบ็ดเสร็จอยู่ในมือของ “คสช.”
ความสงสัย แคลงคลางและกังขา จึงพุ่งตรงไปยังคสช.และรัฐบาล โดยมองและประเมินว่าอาจได้รับการเปิดไฟเขียวให้หายตัวไป
คสช.เลยกลายเป็น “จำเลย” เหมือนกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร