พรรคประชาธิปัตย์มาถึง “ทางแพร่ง” อันทรงความหมายยิ่งในทางการเมือง เป็นทาง “แพร่ง” ที่จะชี้อนาคตของพรรคประชาธิปัตย์อย่างมีนัยสำคัญ
ครั้งนี้ต่างจากสถานการณ์เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2490
ครั้งนี้ต่างจากสถานการณ์เมื่อตัดสินใจเข้าร่วมกับรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในเดือนมีนาคม 2523
อาจเหมือนกับสถานการณ์เมื่อเดือนธันวาคม 2551
แต่มีรายละเอียดหลายรายละเอียดที่สลับซับซ้อนและแตกต่างออกไป โดยเฉพาะในห้วงหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
เป็นความต่างแม้กระทั่งกับรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549
ในบรรดาสถานการณ์ทางการเมืองจากอดีตทั้งหมดสถานการณ์อันทำให้พรรคประชาธิปัตย์ร่วมเป็นรัฐบาลอย่างปลอดโปร่งที่สุดน่าจะเป็นการร่วมกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
เช่นนี้เองจึงได้มีการยก “ป๋าเปรมโมเดล” มาเป็น “ตัวอย่าง”
กระนั้น คล้อยหลังข้อเสนอนี้เพียงไม่กี่วันก็มีการยืนยันว่า “ประยุทธ์โมเดล” มีความเหมาะสมกับสภาพการณ์ในทางการเมืองมากกว่า “เปรมโมเดล”
ท่าทีอย่างนี้แหละที่ทำให้ “พรรคประชาธิปัตย์” ลำบากใจ
แม้ว่าแรงกดดันจากขาใหญ่แห่ง “มวลมหาประชาชน” จะยืนยันความต้องการให้คสช.สืบทอดอำนาจต่อไปอีกอย่างน้อยก็ 4 ปีหลังการเลือกตั้งก็ตาม
อะไรคือความลำบากใจของ “พรรคประชาธิปัตย์”
ความลำบากใจ 1 เพราะว่าการมาของคสช.มีความแตกต่างในรายละเอียดจากการมาของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เมื่อเดือนมีนาคม 2523 โดยพื้นฐาน
เพราะว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มิได้มาเพราะ “รัฐประหาร”
ความลำบากใจ 1 เพราะว่าการดำรงคงอยู่ของคสช.นับแต่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา หากว่ามีการเลือกตั้งภายในปี 2561 ก็เป็นการดำรงอยู่ 4 ปีกว่า
ถามว่าเป็น 4 ปีอันมากด้วย “ผลงาน” และ “ความสำเร็จ” มากน้อยเพียงใด
คำตอบอันมาจากแกนนำสำคัญภายในพรรคประชาธิปัตย์เด่นชัดยิ่งว่า ไม่ว่าทางด้านการเมือง ไม่ว่าทางด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าทางด้านสังคม ไม่ถือว่าเป็น “ความสำเร็จ” หากแต่สะท้อน “ความล้มเหลว” มากกว่า
ทั้งหมดคือ ซากปรักหักพังของ 4 ปี
ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะมี นายชวน หลีกภัย อันถือว่าเป็นผู้นำโดย “บารมี” ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้นำอย่างเป็นทางการ
แต่การตัดสินใจทางการเมืองต่อจากนี้ถือว่า “แหลมคม”
เอาแค่ประเด็นว่าจะร่วมกับรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 หรือสวนทางกับรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ก็เหน็ดเหนื่อยอย่างยิ่ง