พลันที่ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองผ่านความเห็นชอบและประกาศบังคับใช้เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม
พรรคการเมืองก็ “เคลื่อนไหว” อย่างคึกคัก
มิได้เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อก่อม็อบ ต่อต้านคสช. ต่อต้านรัฐบาล แต่เคลื่อนไหวเพื่อจะสามารถปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายพรรคการเมือง
เท่ากับสะท้อนสำนึกที่ดีในทางการเมือง
ไม่ว่าจะดังมาจากพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ว่าจะดังมาจากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะดังมาจากพรรคเพื่อไทย ล้วนเป็นเอกภาพ
เรียกร้อง คสช.ให้ “ปลดล็อก” พรรคการเมือง
เป็นเรื่องแปลกอย่างประหลาดแน่นอนหากว่ามีกฎหมายพรรคการเมือง แต่พรรคการเมืองยังถูกมัดตราสังมิอาจกระดิกกระเดี้ยอะไรได้
แม้จะกระดิกกระเดี้ยเพื่อปฏิบัติตาม “กฎหมาย”
มองจากมุมของนักนิติศาสตร์นี่เท่ากับสะท้อนให้เห็นว่ามีอำนาจที่เหนือกฎหมาย มีอำนาจอันทำให้กฎหมายไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีพลัง
นั่นก็คือ ประกาศและคำสั่งอันมาจาก “คสช.”
ประกาศและคำสั่งนั้นอาจเหมาะสมอย่างยิ่งในสถานการณ์หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 แต่อย่าลืมว่าประเทศได้ผ่านเดือนพฤษภาคม 2560 มาแล้วเป็นเวลาหลายเดือน
และใกล้ถึงกำหนด “เลือกตั้ง” เป็นลำดับ
มีความพยายามจะ “ยื้อ” ต่อประเด็นเรื่อง “ล็อก” พรรคการเมืองและนักการเมืองอย่างแน่นอน แต่ก็เริ่มระโหยโรยแรงลงไปเป็นอย่างมาก
เพราะว่าเงื่อนไขได้เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก
เงื่อนไข 1 ก็เพราะว่าบรรยากาศการรัฐประหารได้ผ่านพ้นมา 3 ปีเศษแล้ว อำนาจอยู่ในมือของ คสช.อย่างชนิด เบ็ดเสร็จ เด็ดขาด
เงื่อนไข 1 ก็เพราะว่าได้มีกฎหมาย “พรรคการเมือง” ออกมาแล้ว
กฎหมายว่าด้วยกกต. กฎหมายว่าด้วยพรรคการเมือง คือ สัญญาณอย่างเป็นรูปธรรมว่าการเลือกตั้งคงอีกไม่นาน
คสช.จึงแทบไม่มี “เงื่อนไข” ที่จะยื้อต่อไปได้อีก
เป็นไปได้ว่าภายหลังจากผ่านพ้นพระราชพิธีสำคัญในปลายเดือนตุลาคม แนวโน้มและความเป็นไปได้ในการ “ปลดล็อก” ให้กับพรรคการเมืองจักต้องปรากฏขึ้น
เพราะ คสช.ไม่มีเหตุผลอื่นใดมาอ้างอีกแล้ว
เพราะมีความจำเป็นที่พรรคการเมืองจักต้องมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค มีการเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่
ตระเตรียมและเตรียมพร้อมสำหรับ “การเลือกตั้ง”