คอลัมน์ วิเคราะห์การเมือง
อำนาจ การเมือง – รัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เหมือนกับรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม 2557
ไม่เพียงเพราะเป็นรัฐประหารที่พุ่งเป้าเข้าใส่ 2 สุภาพสตรีคนสำคัญ นั่นก็คือ 1 คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แห่งไทย 1 คือ นางออง ซาน ซู จี แห่งเมียนมา
หากคนที่ทำ ‘รัฐประหาร’ ยังเป็น ‘ชายชาติทหาร’
เหมือนกับโดยกระบวนการรัฐประหารอาจทำให้ ‘ชายชาติทหาร’ ได้อำนาจ เข้าดำรงตำแหน่งเป็น ผู้นำในทางการเมืองคนใหม่ ไม่ว่าในไทย ไม่ว่าในเมียนมา
แต่ถามว่าเป็น ‘ผู้นำ’ ที่ได้ ‘เสวยสุข’ จริงละหรือ
กล่าวสำหรับผลจากการได้อำนาจมาด้วยกระบวนการรัฐประหารเมื่อปี 2557
อาจสามารถเขียนกฎกติกาปรากฏผ่าน 1 รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 อันเป็น ‘รัฐธรรมนูญที่ดีไซน์มาเพื่อพวกเรา’ และ 1 สามารถสืบทอดอำนาจจากเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2562
แต่ถามว่าเป็นการอยู่ในอำนาจอย่างราบรื่นเหมือนยืนบนเนินเขาหรือ
ในรัฐสภาอาจมี 250 ส.ว. อาจมี 270 ส.ส.เป็นฐาน ค้ำยันอำนาจ แต่นับแต่เดือนกรกฎาคม 2563 เป็นต้นมา เสียงร้องตะโกน ‘ออกไป ออกไป’ ก็เริ่มดังกึกก้อง
แม้กระทั่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 นี้ก็ตาม
เหมือนกับว่าผลสำเร็จจากไทยจะเป็น ‘แรงบัลดาลใจ’ ให้กับบรรดานายพล ‘เมียนมา’
จึงได้หยิบยกเอารัฐธรรมนูญที่ตนเป็นผู้ร่างวางกฎกติกามาเป็น ‘เครื่องมือ’ ในการยึดอำนาจ โดยหวังจะกระชับอำนาจให้มีความแข็งแกร่งมั่นคงเป็นทวีคูณ
ประหนึ่งว่า ‘รัฐประหาร’ ทำให้ทะยานขึ้น ‘วิมานแมน’ ทางการเมือง
แต่รัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ย่อมต่างออกไปจากรัฐประหารเมื่อเดือนสิงหาคม 2531 เพราะอย่างน้อยชาวเมียนมาก็มีประสบการณ์ทางการเมืองมาแล้ว
และเลือกอย่างเด่นชัดแล้วว่าจะเลือกใคร ปฏิเสธใคร
ขณะที่รัฐบาลไทยอันมาจากรัฐประหาร 2557 ประสบกับการอภิปรายทั่วไป
รัฐบาลใหม่ของพม่าเพิ่งอยู่ในห้วงแห่งการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์จากความสำเร็จในการยึดอำนาจเมื่อ วันที่ 1 กุมภาพันธ์กระทั่งกลายเป็น ‘คู่แฝด’ กับรัฐบาลไทย
ไม่มีใครตอบได้ว่า ‘ชะตากรรม’ ของ ‘คู่แฝด’ รัฐประหารนี้จะเป็นเช่นใด