ภายในบรรยากาศแห่งความเศร้าอาดูร เหมือนกับ “ความเงียบ” ได้เข้ามายึดครอง เหมือนกับการเคลื่อนไหวในทางการเมืองได้หยุด
หยุดไปเหมือนถูกมนต์สะกด
กระนั้น ภายในการหยุดของแต่ละพรรคและกลุ่มการเมือง ก็ยังมี “ความเคลื่อนไหว” อย่างเงียบเชียบดำรงอยู่
ขอให้สังเกตคำว่า “ความเคลื่อนไหว”
พลันที่ “ความ” เข้ามานำหน้าย่อมแตกต่างไปจากการมีคำว่า “การ” อย่างแน่นอน เพราะการเป็นคำกิริยา แต่ความสะท้อนลักษณะในทางความคิดในทางนามธรรม
นั่นก็คือ เป็นการเคลื่อนไหวในทาง “ความคิด”
ถามว่าอะไรคือสิ่งที่แทบทุกพรรคการเมืองรอคอยด้วยความระทึกภายหลังงานพระราชพิธีสำคัญของประชาชาติไทย
คำตอบ คือ คำสั่ง “ปลดล็อก”
มีความมั่นใจเป็นอย่างสูงว่า จะต้องมีคำสั่งปลดล็อกพรรคการเมืองออกมาภายในต้นเดือนพฤศจิกายนอย่างแน่นอน
ไม่มีทาง “เลื่อน” หรือทอดระยะให้ยาวนานออกไปอีก
ทุกอย่างล้วนมีความพร้อม ไม่ว่าจะมองผ่านรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะมองผ่านพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
กฎหมายพรรคการเมืองจะมีความหมายอะไรหากไม่ “ปลดล็อก”
ตามพิมพ์เขียวเดิมของคสช. ไม่ว่าจะมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่าจะมาจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กำหนดการปลดล็อกเอาไว้แล้ว
นั่นก็คือ หลังกฎหมายลูกเสร็จ
ความหมายแจ่มชัดคือ หมายความว่ากฎหมายลูกทั้ง 4 ฉบับ ว่าด้วยกกต. ว่าด้วยพรรคการเมือง ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.
นู่นประมาณเดือนมิถุนายน 2561
แต่แล้วเมื่อร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองประกาศและบังคับใช้ในต้นเดือนตุลาคม ทุกอย่างก็รั้งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่
ชะลอได้ระยะหนึ่งแต่ต้อง “พฤศจิกายน”
การยืดหยุ่นในเรื่องปลดล็อกพรรคการเมืองก่อนกำหนด ก่อนพิมพ์เขียวเช่นนี้สะท้อนนัยยะอะไรที่ลึกซึ้งในทางการเมือง
สะท้อนว่าคสช.ใจกว้าง เปิดกว้างอย่างนั้นหรือ
ไม่ใช่หรอก คสช.ก็ยังเป็นคสช.อยู่นั่นเอง แต่สภาพในลักษณะแวดล้อมทางการเมืองต่างหากที่จำเป็นต้องยืดหยุ่น จำเป็นต้องผ่อนปรน
เป็นการผ่อนปรนเข้าสู่ “โหมด” แห่ง “การเลือกตั้ง”