เหมือนกับปัญหาอันเกี่ยวกับอุทกภัย น้ำไหลหลากและเอ่อล้นตลิ่งจะกลายเป็นปัญหาเฉพาะหน้าไม่เพียงแต่ต่อกทม. หากแต่ยังต่อคสช.
เป็นความจริง
ความรู้สึก 1 คือ ปริมาณของน้ำยังไม่ลดโดยเฉพาะที่เห็นในพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท และรุกไล่เข้ามายัง ปทุมธานี นนทบุรี
เป้าหมายที่สำคัญก็คือ กทม.เป็นอื่นไปไม่ได้
ความรู้สึก 1 คือ ฝันร้ายอันตามมาแต่ครั้งมหาอุทกภัยเมื่อเดือนตุลาคม 2554 เมื่อ 6 ปีก่อนในรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
คำถามก็คือจะซ้ำรอยกับเมื่อปี 2554 หรือไม่
ความเศร้าอาดูรในห้วงแห่งพระราชพิธีอาจทำให้สถานการณ์หลายๆ อย่างทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และเรื่องน้ำท่วมอยู่ในความเงียบ
แต่เมื่อพ้นจากวันที่ 26 ตุลาคม ทุกอย่างก็เป็นปกติ
ความเป็นปกตินั่นแหละทำให้สถานการณ์อุทกภัย น้ำไหลหลากและเอ่อล้นตลิ่งจะกลับมาเป็นประเด็นใหญ่
ด่านแรกคือ กทม. ด่านต่อมาคือคสช.
หากว่าฝนไม่มา หากว่าการระบายน้ำดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ หากว่าน้ำทะเลไม่หนุนเนื่องเข้ามา ทุกอย่างก็จะไม่เป็นปัญหา
คำถามต่อคสช. คำถามต่อกทม.ก็จะไม่เกิดขึ้น
ปัญหาที่รับรู้จากกรมชลประทานประสานเข้ากับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ “จิสด้า”
1 น้ำที่ไปกักเก็บไว้ใน “แก้มลิง” 12 ทุ่งเต็มที่แล้ว
นั่นก็คือ แก้มลิงฝั่งตะวันตกมีอยู่ประมาณ 800 ล้านลูกบาศก์เมตร นั่นก็คือ แก้มลิงฝั่งตะวันออกมีอยู่ประมาณ 500 ล้านลูกบาศก์เมตร
รวมแล้วเท่ากับ 1,300 ล้านลูกบาศก์เมตร จำเป็นต้อง “ระบาย”
ขณะเดียวกัน 1 ปริมาณน้ำบริเวณพระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี 1,300 ล้านลูกบาศก์เมตร มากกว่าความจุของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่มี 756 ล้านลูกบาศก์เมตร
การระบายน้ำทั้งที่ “แก้มลิง” และ “เขื่อนป่าสักฯ” จึงจำเป็น
สถานการณ์น้ำอย่างที่ดำรงอยู่ในแก้มลิง 12 ทุ่งและที่กักเก็บเอาไว้ก่อนมาอยู่ในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เป็นกระบวนการที่ตระเตรียมเอาไว้
ดำเนินไปอย่างที่ “แผน” กำหนด
แต่สิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายก็คือ ความเป็นจริงที่ในวันที่ 27 ตุลาคม น้ำทะเลจะหนุนสูงเป็นพิเศษ เท่ากับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาจะต้องปะทะกับน้ำทะเล
เหมือนหรือไม่เหมือนปี 2554 ไม่นานจะมี “คำตอบ”