สถานการณ์น้ำไหลหลาก เอ่อล้นตลิ่ง อันเกิดขึ้นนับแต่วันที่ 10 ตุลาคม เป็นต้นมา สะท้อนให้เห็นบทบาทและความสำคัญของ “สื่อออนไลน์” อย่างเด่นชัด

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ท่าที” อันมาจาก “รัฐบาล”

ไม่ว่าจะเป็นโฆษกจากทำเนียบรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นโฆษกจากคสช. ไม่ว่าจะเป็นโฆษกจากกอ.รมน.ล้วนให้ความสำคัญกับ “โซเชี่ยล มีเดีย”

โดยเฉพาะความเห็นที่ว่ามีการบิดเบือน สร้างข่าว

เนื่องจากระยะกาลนั้น “สื่อหนังสือพิมพ์” อันเป็นสื่อกระแสหลักให้ความสนใจกับสถานการณ์น้ำไหลหลาก เอ่อล้นตลิ่งน้อยมาก หรือแทบไม่มีเลย

ข่าวสาร ความเห็นจึงปลิวว่อน “โลกออนไลน์”

ความจริงแล้ว ภายในกระบวนการไหวเคลื่อนของข่าวสาร ข้อมูล กล่าวสำหรับสถานการณ์น้ำไหลหลากเอ่อล้นตลิ่ง

“สื่อออนไลน์” ชิงความได้เปรียบอย่างเด่นชัด

เพราะว่าความเคยชิน 1 ที่รับข่าวสารผ่าน “สื่อหนังสือพิมพ์” นอกจากจะต้องอ่านผ่านตัวหนังสือเรียงกันเป็นพืด ติดต่อกันแล้ว

ที่เป็นภาพก็มักจะเป็น “ภาพนิ่ง”

ตรงกันข้าม เมื่อมีการนำเสนอผ่าน “สื่อออนไลน์” ไม่เพียงแต่จำกัดด้วยถ้อยคำ สั้นกระชับ อมความแล้ว ยังแพรวพราวด้วยภาพเคลื่อนไหว

เห็นทั้งภาพ ได้ยินทั้งเสียง

เมื่อบอกว่า “น้ำท่วม” ก็สามารถเห็นได้ทั้งอาการไหลของน้ำ และที่เด่นชัดเป็นอย่างมากก็คือ ภาพเปรียบเทียบที่เอ่อระหว่างน้ำกับบ้าน น้ำกับถนน

ยิ่งเห็นอาการ “ลอยคอ” ยิ่งมากด้วยความรู้สึก

ความเป็นจริงเช่นนี้เองที่ทำให้กระบวนรายงานผ่าน “สื่อออนไลน์” ทรงพลังและสร้างความหวั่นไหวให้กับทางราชการเป็นอย่างมาก

เพราะตอบได้เลยว่า ได้รับการช่วยเหลือหรือถูกทอดทิ้ง

ไม่ว่าโฆษกทั้งหลายจะแจกแจงอย่างไร แต่ความเป็นจริงแต่ละความเป็นจริงปรากฏอยู่เบื้องหน้าชาวบ้าน โดยเฉพาะที่ต้องตกระกำลำบากด้วยตนเอง

ในที่สุด ภาพและข่าวเหล่านี้ก็แสดงบทบาท

ต่อความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าการปล่อยและระบายน้ำออกจากเขื่อน ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นมีความสำคัญสูงสุด และเป็นคำตอบ

คำแถลงอาจปลอบประโลมใจได้

แต่คำแถลงจะมีความศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องดำรงอยู่บนรากฐานที่เป็นจริง ไม่ว่าจะในเรื่องของน้ำ ไม่ว่าจะในเรื่องของการช่วยเหลือ เยียวยา

การสกัดกั้นบทบาทของ “สื่อออนไลน์” คงทำได้ยาก

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน