วิเคราะห์การเมือง
สัมผัสท่าทีของ “สื่อ” ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ออกมาปฏิเสธการปลดล็อก “พรรคการเมือง” โดยเร็ว
ก็จะประจักษ์ใน “อารมณ์” ที่ดำรงอยู่
สื่อบางฉบับอาจใช้คำพาดหัวว่า เป็นการ “ตบปาก” พรรคเพื่อไทย ขณะที่สื่อบางฉบับใช้คำพาดหัวว่า “ตีกรรเชียง”
เท่ากับ “สื่อ” อ่านใจ “คสช.” ทะลุ
เหมือนกับการไม่ยอมปลดล็อกให้พรรคการเมืองได้ทำกิจกรรมตามปกติ จะเป็นการตัดโอกาสหรือเล่นงานพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นด้านหลัก
เป็นเช่นนั้นจริงละหรือ
ในความเป็นจริง เสียงเรียกร้องให้มีการปลดล็อกจากประกาศและคำสั่งหัวหน้าคสช.โดยเปิดให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ตามปกตินั้น
มิได้มาจากพรรคเพื่อไทยเพียงพรรคเดียว
ตรงกันข้าม พรรคประชาธิปัตย์ก็เรียกร้อง พรรคชาติไทยพัฒนาก็เรียกร้อง แม้กระทั่งพรรคภูมิใจไทยซึ่งถือว่าใกล้ชิดและแนบแน่นกับบางคนในคสช.ก็เรียกร้อง
ทั้งยังมิได้เป็นการเรียกร้องอย่างไม่มีเหตุผลหรือหลักการ
ตรงกันข้าม เป็นการเรียกร้องบนพื้นฐานของรัฐธรรมนูญที่ประกาศและบังคับใช้เมื่อเดือนเมษายน และเป็นการเรียกร้องบนพื้นฐานของกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมืองที่ประกาศและบังคับใช้เมื่อเดือนตุลาคม
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงสมควร “ปลดล็อก”
อาการของคสช.อันสำแดงผ่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จึงเข้าลักษณะของ “การตีกรรเชียง” เป็นการยื้อเพื่อซื้อเวลา
ถามว่า ซื้อเวลาให้กับใคร
คำตอบแจ่มชัดอย่างยิ่งว่า เป็นการซื้อเวลาให้กับ “แม่น้ำ 5 สาย” เหมือนกับการซื้อเวลาจาก “ปฏิญญา โตเกียว” เป็น “ปฏิญญา นิวยอร์ก”
เป็นไปอย่างที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าไว้ “เขาอยากอยู่ยาว”
โดยอำนาจที่มีอยู่ในมือ คสช. อาจยื้อและซื้อเวลาได้ระยะหนึ่ง แต่ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะไม่ปลดล็อก เพียงแต่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น
เรื่องอย่างนี้นักการเมืองรอได้ พรรคการเมืองรอได้
ไม่เพียงแต่กรณี “ปลดล็อก” เท่านั้น แม้กระทั่งกำหนดของ “การเลือกตั้ง” ก็สะท้อนลักษณะอันมีการยื้อและซื้อเวลาเพื่ออยู่ในอำนาจ
รู้กันอยู่ว่าเหลื่อมๆ ระหว่างปลายปี 2561 กับต้นปี 2562
แต่ถามว่า คสช.สามารถยื้อและซื้อเวลาของ “การเลือกตั้ง” ออกไปจนข้ามปี 2562 ไปยังปีอื่นหรือไม่ ยอมให้มีการเลือกตั้งได้หรือไม่
อาจทำได้ แต่ก็ไม่มีเหตุผลอย่างเพียงพอที่จะต้องทำ