กดดัน รุกไล่
ประยุทธ์ จันทร์โอชา
จาก “รัฐสภา”
ปฏิบัติการ “กดดัน” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ของพรรคร่วมฝ่ายค้านมีความแหลมคม
เป็นความแหลมคมเพราะอาศัยความจัดเจนทางการเมืองจากพรรคเพื่อไทยเป็นหัวหอก นำร่อง และประสานร่วมมือจากความสดใหม่ของพรรคก้าวไกล
นี่คือ การร่วมมือของนักการเมือง 2 รุ่น
เริ่มจากการลุกขึ้นมาของ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ผู้คร่ำหวอดและแม่นยำในข้อบังคับการประชุมเป็นอย่างสูง และขยายผลโดย นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้มากด้วยข้อมูล
นำไปสู่การยื่นคำขาดต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ปฏิบัติการ “กดดัน” ครั้งนี้มิใช่อยู่ๆ ก็สามารถลงมือและขยายผลได้โดยอัตโนมัติ
มีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจต่อ “สภาพการณ์” ในทางการเมือง พร้อมกับตรวจสอบ “อุณหภูมิ” ในทางสังคมอันเป็นปัจจัยขับเคลื่อนและกำหนด
ท่าทีเงินกู้ 5 แสนล้านย่อมเป็น “ปัจจัย” สำคัญ
เมื่อประสานกับพฤติการณ์ของรัฐบาลจากพระราชกำหนดเงินกู้ 1.1 ล้านล้านบาทเมื่อปี 2563 เปรียบเทียบกับท่าทีต่อพระราชกำหนดเงินกู้ 5 แสนล้านบาท
นี่ย่อมเป็น “เนื้อดิน” อันยอดเยี่ยมในการขยายผล
ท่าทีและท่วงทำนองที่เพิกเฉยต่อรัฐสภาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สำคัญ
ไม่เพียงแต่ไม่ออกโรงด้วยตัวเองหากโยนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หากแต่รายละเอียดยังมีเพียงข้อความ 4 หน้า ไม่บอกรูปธรรมของการใช้เงินอย่างเด่นชัด
ตรงนี้ต่างหากที่สร้างความชอบธรรมให้กับการกดดัน
ผลสำเร็จจากปฏิบัติการกดดันของพรรคร่วมฝ่ายค้าน “วัดผล” ได้อย่างไร ในที่สุดแล้ววัดผลจากการมาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
แต่ก็เท่ากับยอมจำนนต่อ “คำขาด” จาก “ฝ่ายค้าน”
ผลงานและความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เป็นอุบัติเหตุหรือการวางแผน
เป็นการวางแผนจากที่ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน จุดประเด็น และได้รับการปฏิบัติต่อเนื่องอย่างจริงจังโดย นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร
เป็นเรื่องที่จะต้องสรุปและนำมาเป็นบทเรียน