การลงคะแนนเสียงต่อพระราชกำหนดเงินกู้ 5 แสนล้านบาทสะท้อนอะไร

สะท้อนให้เห็นว่า แม้พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ จะอึดอัดต่อการอยู่ร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐอย่างไรก็จำเป็นต้องอดทน อดกลั้น

เพราะเงิน 5 แสนล้านบาทมีความสำคัญ

สำคัญไม่เพียงใช้เป็นเครื่องมือให้กับ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการสร้างผลงานการต่อสู้กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดเท่านั้น

หากหมายถึง ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ด้วย

ไม่ว่าร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ไม่ว่าพระราชกำหนดเงินกู้ ล้วนเป็น “เครื่องมือ”

เพราะว่างบประมาณหมายถึงเงินกว่า 3 ล้านล้านบาท เพราะว่าพระราชกำหนดเงินกู้คือเงิน 5 แสนล้านบาทที่จะนำไปจัดการกับปัญหาอันเกิดขึ้น

เหมือนกับเงินกู้ 1.1 ล้านล้านบาทที่ได้มาเมื่อปี 2563

นี่คืออุปกรณ์อันทรงความหมายยิ่งในทางการเมืองที่จะสร้าง “ผลงาน” หากประสบความสำเร็จย่อม หมายถึงสภาวะที่ได้เปรียบในทางการเมือง

เพราะกำหนด “การเลือกตั้ง” อยู่อีกไม่ไกลเท่าใดนัก

ท่าทีของนักการเมืองจาก “ฝ่ายค้าน” จึงบ่งบอกถึงการแปรเปลี่ยนที่จะตามมา

ไม่ต้องพูดถึง 4 งูเห่าจากพรรคก้าวไกลว่าจะไหลไปผนวกรวมกับพรรคการเมืองใด ที่สำคัญยังเป็นเบาะแสและร่องรอยอันมาจากพรรคเพื่อไทยมากกว่า

เพราะมีหลายสัญญาณอันบ่งชี้ว่ามีการติดต่อและต่อรอง

เนื่องจากเป้าหมายของพรรคพลังประชารัฐก็คือ จะต้องอัพเกรดตนเองไปอยู่ในสถานะพรรคหมายเลข 1 ให้จงได้ นั่นก็คือจะต้องครองความเหนือกว่าพรรคเพื่อไทย

จึงจำเป็นต้อง “ดูด” คนของพรรคเพื่อไทยเข้ามา

นับจากเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป ราคาต่อรองในทางการเมืองจึงคึกคัก

ภายใต้คำประกาศ “ความพร้อม” ไม่ว่าจะมาจากพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าจะมาจากพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะมาจากพรรคประชาธิปัตย์

การขยับขับเคลื่อน ย้ายค่าย แปรพักตร์คือปรากฏการณ์

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน